วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

เที่ยวกรุงมาดริด(Madrid)ท่องไปในแดนกระทิงดุ Hola Spain ตอนที่ 1


 จากความเดิมที่แล้วที่เราพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวกรุงเจนีวา สวิสเซอแลนด์
http://aiyaaroundtheworld.blogspot.fr/2014_04_01_archive.html

คราวนี้ขอพาท่านผู้อ่านบินลัดฟ้าไปเที่ยวกรุงมาดริด (Madrid)เมืองหลวงของประเทศสเปนกันนะคะ โดยโปรแกรมของทริปนี้จะพักอยู่ที่มาดริด เป็นเวลา 6 วัน 5 คืน โดยจะแบ่งเป็น 5 วันจะเที่ยวในตัวเมืองมาดริด และก็อีก 1 วันเราจะเดินทางไปเที่ยวเมือง Toledo เมืองหลวงเก่าของสเปนแบบเช้าไปเย็นกลับซึ่งเดี่ยวเราจะมาเล่าในตอนหน้า ซึ่งช่วงที่ข้าเจ้าเดินทางมามาดริดเป็นช่วงเดือนเมษายน อากาศที่มาดริดกำลังสบายๆ อุณหภูมิราว 14 -19 องศา ไม่ร้อนไม่หนาวมาก เอาละคะถ้าท่านผู้อ่านพร้อมแล้วออกเดินทางไปพร้อมกับชะนีแคระได้เลยคะ



Espagne เป็นภาษาฝรั่งเศสที่เรียกประเทศสเปน
 
เช้าวันที่ 1
ชะนีแคระเดินทางกับสายการบินแอร์ฟรานจากปารีสใช้เวลาเพียงแค่เกือบสองชั่วโมงเราก็บินมาถึงสนามบิน Barajas Madrid  ประมาณเที่ยงๆ แล้วเดินทางต่อด้วยเมโทรที่อยุ่ใต้สนามบิน เดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พักย่าน Plaza Mayor ใช้เวลาแค่ 40 นาทีกว่าก็มาถึงที่พัก เมโทรที่มาดริดไม่ยุ่งยาก สะดวก สามารถซื้อตั๋วได้ที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ มีแบบตั๋วรายวัน 3   5  7 วันหรือตั๋วเที่ยว 10 เที่ยว ซึ่งเราคิดแล้วว่าอยากจะเดินเที่ยวชมเมืองมากกว่าจึงซื้อตั๋วแบบ 10 เที่ยวแทน


ที่พักใกล้ Plaza Mayor
หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแววเราก็สะพายเป้แบกกล้องตะลอนทัวร์กันเลย  โดยสถานที่แรกเราจะไปเที่ยวกันคือ Plaza Mayor จากที่พักใช้เวลาเดินแค่ 5 นาทีเอง ที่นี่เป็นจัตุรัสกลางเมือง ที่ชาวมาดริด และนักท่องเที่ยวชอบมานั่งรับประทานอาหาร สังสรรค์ และก็มีร้านรวงขายของที่ระลึกมากมายเลยทีเดียว


Plaza Mayor จัตุรัสกลางเมืองมาดริด




เดินได้หน่อยท้องก็เริ่มร้อง บ่ายสองกว่าแววยังไม่ได้กินไรเลย เดินผ่านหลายร้านอยุ่เหมือนกันตั้งใจแววถ้ามาถึงสเปนต้องห้ามพลาดเมนูเด็ด ข้าวผัดสเปน Paella ออกเสียงว่า ปายล่า ที่สำคัญต้องกินพวกเบคอนรมควัน พร้อมกับซองเกลียเครื่องดื่มยอดนิยมของชาวสเปน เห็นอยุ่ร้านหนึงดูสะอาดน่านั่งจัดไปชุดใหญ่


ซองเกลียกับเบคอนรมควัน และชีสสเปน 


ข้าวผัดสเปน Paella

อร่อยขนาดสมคำร่ำลือ ไม่เหลือซาก

 เมื่อท้องอิ่ม ร่างกายก็เริ่มมีแรงออกเดินเที่ยวกันต่อนะคะ อีกที่อยุ่ไม่ไกลจากจัตุรัสกลางเมือง Plaza Mayor   เดินสัก 10 นาที เราก็จะมาถึง Plaza Puerta del Sol เรียกกันว่าย่านโซ ซึ่งย่านนี้จะเป็นแหล่งนัดพบของชาวมาดริด ย่านสรรพสินค้า ร้านรวง โดยเฉพาะย่านร้านขายของเนื้อเบคอนรมควัน แฮม ไส้กรอก และที่สำคัญเป็นที่ตั้งของเจ้าหมีสัญลักษณ์ของมาดริดตัวนี้ด้วย


เจ้าหมีมาดริด 


ร้านขายเบคอนรมควัน 

หลังจากเดินเล่นอยู่ย่านโซจนค่ำมืด สามทุ่มกว่าได้ถึงเวลากินอีกแล้ว แกงค์นี้คือทัวร์ลงพุงกินไปเรื่อยจริงๆ  ปกติคนสเปนเค้ากินข้าวเย็นกันดึก สี่ทุ่มนั่นแหละถึงจะเริ่มกินกัน (สาวๆสเปนจะไม่ตัวใหญ่ได้ไงเนียกินดึกขนาดนี้ 555)  โดยมื้อค่ำนี้เราจะไปเที่ยวตลาดสดไฮโซในมาดริดชื่อว่า Mercado de San Miguel  เพื่อไปลองกิน Tapas เรียกว่าทาปาส ทาปาสคืออาหารว่างชิ้นเล็กๆ ของชาวสเปนโดยจะมีหลายๆอย่าง อย่างละนิดละหน่อย เช่น มะกอก ชีส ปลาหมึก กุ้งรมควัน หอย ไส้กรอก เป็นต้น เค้าว่ากันตลาดนี้ของกินเพียบ โดยเฉพาะ ไวน์ และเบคอนรมควัน  ชีส แฮม ของกินนานาชนิด ที่แน่ๆราคาในตลาดสดที่นี่แพงกว่าร้านข้างนอกอีก ไม่ใช่ตลาดสดธรรมดานักท่องเที่ยวเต็มเลย



บรรยากาศภายในตลาดสด

ร้านขายเบคอนในตลาดสด

สองสาวจิบไวน์ กะลองกินเบคอน ซัวซิซองสเปน

ทาปาส
เมือกินข้าวเย็นเรียบร้อยเราก็กลับที่พักกันอย่างสะโหร่สะเหร่ โดยเฉพาะขานี้เมื่อยไปหมดเลยอาจจะเพราะวันแรกเราเดินมาทั้งวัน คืนนี้สงสัยคงหลับตาย ต้องรีบนอนเอาแรงสำหรับวันรุ่งขึ้นยังมีโปรแกรมเด็ดรออยุ่นะคะ


เช้าวันที่ 2

หลังจากตื่นเช้า เราก็รีบเดินทางไป  Musée du Prado  ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ที่นี่มีการรวบรวมผลงานจิตกรรมภาพวาดของนักจิตรกรที่มีชื่อเสียงของสเปน และของโลก โดยเฉพาะผลงานของ Goya จิตรกรผู้มีชื่อเสียงของชาวสเปน โดยผลงานของโกย่านั้นค่อนข้างมีพลัง และเอกลักษณ์เฉพาะตัวเลยทีเดียว ขอแนะนำเพื่อนๆคนไหนที่สนใจให้รีบไปแต่เช้าๆเพราะรอเข้าคิวนานมาก เนื่องจากเพื่อนของข้าเจ้านางเป็นคนชอบงานศิลปะ เราจึงใช้เวลาอยุ่ในมิวเซียมหลายชั่วโมง (ส่วนชะนีอย่างข้าเจ้าก็เลยต้องพลอยชื่นชมศิลปะไปกับนางด้วย) เพราะที่นี่มีภาพวาดมากมายนับเป็นพันๆภาพที่นำมาจัดแสดง หากใครที่เป็นคนชอบงานศิลปะ แนะนำห้ามพลาดเด็ดขาด

ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์

อนุเสาวรีย์ของโกย่า

จุดต่อไปหลังจากออกมาจากพิพิธภัณฑ์ เราก็เข้าไปเที่ยวที่สวนสาธารณะใจกลางกรุงมาดริดกัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์มากนัก  Praque del buen retiro ภายในสวนสาธารณะแห่งนี้ร่มรื่นมาก ที่นี่หนุ่มสาวชาวมาดริดชอบมานั่งจู่จี่กัน บ้างเป็นครอบครัวก็อุ้มลูกจูงหลานมาพักผ่อนปิคนิคกันในสวนแห่งนี้ นอกจากนี้ภายในสวนยังมีบึงน้ำขนาดใหญ่ที่ชาวมาดริดโดยเฉพาะคู่รักหนุ่มสาวชอบมาพายเรือเล่นกันโรแมนติกไปอีกแบบนะคะ



ใจกลางสวนสาธารณะจะมีบึงขนาดใหญ่ให้ชาวมาดริดพายเรือเล่นกัน


ภายในสวนสาธารณะใจกลางกรุงมาดริด

เดินไปอีกนิด แดดเริ่มร่มแวว จะเจอ Puerta del Alcala เป็นประตูชัยที่สร้างขึ้นตามดำริพระเจ้าคาร์ลอสที่สามเพื่อทดแทนประตูชัยอันเดิมที่เล็กไป ประตูชัยแห่งนี้เป็นศิลปะสไตล์นีโอคลาสิคคะทำมาจากหินแกรนิต 

ประตูชัยมาดริด
   
เดินถัดมาอีกหน่อยเราก็จะเจอกับย่าน Plaza de Cibeles ซึ่งด้านหน้าจะมีน้ำพุตั้งอยู่ ซึ่งที่นี่ก็เป็นศูนย์กลางธุรกิจคล้ายสีลม สุขุมวิทบ้านเรานี่หละคะ




ย่าน Plaza Cibeles


ในย่านนี้จะมีรูปปั้นตามยอดตึกสูงๆ

 
ปะติมากรรมปูนปั้นบนตึกสูง


วันนี้เที่ยวหลายที่เลยคะ เย็นย่ำแววขอจัดหนักอีกสักมื้อนะคะ สงสัยจะหิวจัดเพราะวันนี้เดอะแก็งเดินเยอะจริงๆ  


ทาปาสคะ


       
บลูเบอรี่ชีสเค้ก


เนื่องจากมาดริดเป็นเมืองใหญ่ และมีสถานที่ท่องเที่่ยวที่น่าสนใจเยอะแยะเลยคะ ไว้จะกลับมาเล่าต่อในตอนที่สองนะคะ กับโปรแกรมอีก 3 วันที่เหลือในกรุงมาดริดคะ  สำหรับวันนี้ต้องลาไปก่อนพบกันใหม่ในตอนหน้า  เที่ยวกรุงมาดริด(Madrid)ท่องไปในแดนกระทิงดุ Hola Spain  ตอนที่2 

วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557

เที่ยวกรุงเจนีวา (Geneva) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ one day trip กับชะนีแคระ




สวัสดีคะท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านหลังจากห่างหายไปจากการเขียนบล็อกท่องเที่ยวนานกว่าสองปี เนื่องจากชีวิตข้าเจ้านั้นวุ่นวายกับการเรียน ชีวิตและ การงาน ที่สำคัญไปกว่านั้นติดขี้เกียจนั้นเองพูดง่ายๆว่างั้นเถอะคะ และวันนี้บรรยากาศเป็นใจชะนีแคระจึงลุกขึ้นมาปัดฝุ่น และจับแป้นคอมฯอีกครั้ง
หลังจากสัญญากับท่านผู้อ่านในตอนก่อนหน้านี้ว่าจะพาเพื่อนๆนักอ่านไปเที่ยวกรุงเจนีวา(Geneva) กัน ถ้าเพื่อนๆ พร้อมแวว ไปกันเลยคะ( ติดตามผลงานตอนก่อนหน้านี้ La Clusaz การเล่นสกีครั้งแรกของชะนีแคระ) http://aiyaaroundtheworld.blogspot.fr/2012/10/la-clusaz.html




กรุงเจนีวา(Geneva)  หรือที่ชาวฝรั่งเศสเรียกชื่อเมืองว่า เฉอนาฟ  นั่นเอง ถึงแม้กรุงเจนีวาจะไม่ใช่เมืองหลวงของประเทศสวิสเซอแลนด์ (Switzerland) แต่กรุงเจนีวาก็จัดเป็นเมืองที่มีความสำคัญ มีชื่อเสียงและเป็นอีกเมืองที่นักท่องเที่ยวนิยมต่างพามาแวะเวียนเป็นอันดับต้นๆของการท่องเที่ยวในประเทศสวิตเซอแลนด์  อีกทั้งกรุงเจนีวายังเป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างชาติสำคัญๆ หลายองค์กร เช่น สำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติประจำทวีปยุโรป, องค์การอนามัยโลก (WHO), องค์การการค้าโลก (WTO) เป็นต้นนอกจากนี้แล้วกรุงเจนีวายังเป็นสถานที่จัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติ ใน ค.ศ. 1919 และกาชาดสากล ใน ค.ศ. 1864  ด้วยเพราะเหตุนี้หลายคนจึงขนานนามว่านครเจนีวาเป็นเมืองแห่งศูนย์กลางนานาชาติ




จตุรัสกลางเมืองเจนีวา




การเดินทางมาครั้งนี้ข้าเจ้าได้เดินทางมาจากเมืองอานซี ( Annecy) จากประเทศฝรั่งเศส ตั้งใจว่าจะแวะมาเที่ยวเจนีวาแบบเช้าเย็นกลับ ซึ่งการเดินทางนั้นก็ขับรถยนต์ส่วนตัวใช้เวลาประมาณแค่ชั่วโมง กว่าๆก็มาถึงใจกลางเมืองเจนีวาราวๆเที่ยงได้ แต่เนื่องจากวันที่ข้าเจ้ามานี้เป็นช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ กำลังอยุ่ในช่วงฤดูหนาว อากาศค่อนข้างหนาวได้ใจเลยที่เดียว อากาศติดลบ - 12 องศาได้ประกอบกับลมที่พัดอยุ่ตลอดเวลา หิมะยังกองอยุ่ที่พื้นถนนเลย คิดดูนะคะหนาวขนาดมือนี้แข็งแทบจะกดถ่ายรูปไม่ได้เลยทีเดียว ดังนั้นทริปที่เจนีวานี้จึงเป็นทริปที่มีรูปน้อยที่สุดว่างั้นเถอะ 555


การเที่ยวในเมืองเจนีวา นั้นก็แบ่งออกเป็นสองส่วน คือในส่วนของเมืองเก่า(Old Town )  และก็ส่วนเมืองใหม่ ( New Town)นั้นเรามาเริ่มเดินเล่นในส่วนของเมืองเก่ากันก่อนเลยนะคะ ที่แรกที่เราแวะไปเยือน



 วิหารเซนต์ปิแอร์ (St. Pierre Cathedral) เป็นวิหารนิกายโปรเตสแตนต์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปในช่วงระหว่างศตวรรษ 8 -10 ปัจจุบันวิหารได้กลายเป็น 1 ใน 82 สิ่งปลูกสร้างที่เป็นแหล่งมรดกสำคัญของชาติสวิตเซอร์แลนด์ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของกรุงเจนีวาอีกด้วย วิหารแห่งนี้เป็นการผสมผสานของศิลปะร่วมสมัย มีความสวยงามของกระจกสี ภายในมีหลุมฝังศพของ Henri de Rohan  ด้านในวิหารใช้ปูนเปลือยค่ะ ไม่ได้ทาสีอะไร ตกแต่งแบบง่ายๆ แต่ก็ดูขลังมากทีเดียว 



ด้านหน้าวิหารเซนต์ปิแอร์




ภายในมหาวิหารเซนต์ปิแอร์




วันนี้มีนักท่องเที่ยวไม่ค่อยเยอะอาจจะเพราะอากาศที่หนาวจัดจึงมีแต่กรุ๊ปเราที่เดินเล่นถ่ายรูป เก็บบรรยากาศในส่วนของเมืองเก่า




รอบๆตัวเมืองเจนีวา ในโซน Old Town



มีการประดับธงชาติสวิสเซอแลนด์ตามอาคารต่างๆ

มีการจัดแสดงปืนใหญ่สมัยโบราณของชาวเจนีวา



ส่วนเมืองใหม่ ก็จะเป็นถนนแหล่งการช็อปปิ้งของกรุงเจนีวา มีห้างร้านใหญ่แบรนด์เนมดังๆ อยุ่สองข้างทางที่สำคัญเต็มไปด้วยร้านขายนาฬิกาแพงๆ หลายแบรนด์เลยคะ เค้าถึงบอกว่ามานาฬิกายี่ห้อดังๆ แพงๆล้วนเมดอินจากสวิสนี่หละคะ เห็นแววก็อยากได้สักเรือน อิอิ
















เราเดินถัดไปจากเมืองใหม่ก็ติดกับทะเลสาปขนาดใหญ่ชื่อว่าทะเลสาปเจนีวา เป็นทะเลสาปน้ำจืดขนาดใหญ่ เค้าว่าอาณาเขตของทะเลสาปนี้ที่เชื่อมกับบางเมืองในประเทศฝรั่งเศสเลยนคะ แต่น่าเสียดายที่เรามาในหน้าหนาว หากมาเรามาเที่ยวตอนหน้าร้อน รอบๆทะเลสาปคงจะสวยงามมากแน่เลยคะ อีกอย่างที่ห้ามพลาดถ้าแวะมาดูทะเลสาปเจนีวาแวว นี่เลยคะสัญลักษณ์อีกอย่างของเจนีวา




เจ็ทโด (Jet d'Eau) น้ำพุที่ได้รับการยอมรับว่าสูงและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรุงเจนีวา โดยน้ำพุสามารถมองเห็นได้จากทุกจุดในเมือง รวมไปถึงจากทางอากาศอีกด้วย  แต่อย่างที่บอกคะ ว่าเราว่าช่วงไม่ดีเลย น้ำพุปิดอดเห็นน้ำพุเลยคะ แต่เราก็พยายามเก็บภาพบรรยากาศรอบๆ ทะเลสาปมาให้ท่านผู้ชมได้ชมกันนะคะ




เนื่องจากน้ำพุปิด เลยถ่ายรูปมาจากโปสการ์ดนะคะ





บรรยากาศรอบทะเลสาปคะ


ลองใช้กล้องซูมดูอีกฝากหนึ่งของทะเลสาบนะคะ


หลังจากเดินเล่นไม่กี่ชั่วโมง เพราะลมแรงมาก หนาวยะเยือกพวกเราชาวคณะจึงตัดสินใจเข้าพิพิธภัณฑ์ ไปดูนาฬิกาชื่อดังฟิลิปป์ปาเต็กกัน เพื่อหลบหนาว มิเช่นนั้นอาจจะแข็งตายได้ แต่หน้าเสียดายภายในพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูปคะ เราจึงได้แค่เก็บภาพความประทับใจแววได้เห็นวิวัฒนาการในการทำนาฬิกา ได้ชมนาฬิกาโบราณเรือนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก กับได้ดูนาฬิกาหลายเรือนที่ราคาแพงมาก โดยแอบหวังว่าในชีวิตจะมีโอกาสได้ใส่กะเค้าบ้างไหม  เวลาผ่านไปเร็วมากเลยคะแค่สองชั่วโมงกว่า พอออกมาข้างนอกแค่หกโมงเย็นเมืองเจนีวาก็เย็นย่ำแววอาจเป็นเพราะฤดูหนาวฟ้าจะมืดเร็ว ข้าเจ้าและชาวคณะจึงจำใจต้องลาจากเมืองเจนีวาเดินทางกลับฝรั่งเศส และหวังว่าในวันหนึ่งเราจะกลับมาเยือน เจนีวา หรือสวิสเซอแลนด์อีกครั้งในช่วงอากาศที่ดีกว่านี้นะคะ



สำหรับวันนี้ต้องลากันไปก่อน พบกับตอนต่อไปในชื่อตอนที่ว่าท่องไปในแดนกระทิงดุ Hola Spain คะ

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

La Clusaz กับการเล่นสกีครั้งแรกของชะนีแคระ


สวัสดีคะท่านผู้อ่านหลังจากความเดิมตอนที่แล้วที่ได้เกริ่นไว้ว่าเราจะลองมาเล่นสกีกันตั้งแต่ที่เมืองอันซี  ไหนๆก็ไหนๆแววมาเราเดินทางมาใกล้เทือกเขาแอลป์แล้วจะไม่ลองเล่นดู  ก็ถือว่าไม่คุ้มเสียชาติเกิดนั่นเอง เป็นอันว่าสมาชิกทั้งหมดมีมติเป้นเอกฉันท์ว่าเราจะทำการเล่นสกีที่เมืองลาคูซา ถึงแม้ในใจชะนีแคระจะกลัวมิใช่น้อยเพราะเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ครั้งนี้แหละจะเป็นครั้งแรกจริงๆนะที่จะได้ลองเล่นสกีดูว่ามันจะเท่ห์เหมือนในหนัง จะสนุกขนาดไหน ไปติดตามกันเลยคะ

*********************************************************************************
เมืองลาคูซ่า (La Clusaz) เป็นเมืองเล็กน่ารักและอยู่ไม่ห่างไกลจากอันซี (Annecy) มากนักหากขับรถก็ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆก็ถึง และที่เมืองลาคูซ่าก็เคยเป็นเมืองหนึ่งที่จัดกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวของประเทศฝรั่งเศสมาแล้ว และเนื่องจากมีธรรมชาติที่สวยงามโดยเฉพาะยามฤดูหนาว ลาคูซ่าจึงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่นิยมของชาวยุโรป อเมริกันที่มาท่องเที่ยวและเล่นสกีกัน


  เราตื่นเช้าตรู่และเริ่มออกเดินทางจากเมืองอันซี มุ่งสุ่เมืองลาคูซ่า ( La Clusaz ) กัน โดยเราซื้อตั๋วรถประจำทาง ซึ่งก็คล้ายรถทัวร์แบบบ้านเรา พวกเราซื้อตั๋วแบบไป - กลับซึ่งราคาก็ไม่แพงมากนัก และสามารถเลือกเวลาไปและกลับได้ตามสะดวก  ราคาน่าจะประมาณคนละยี่สิบกว่ายูโรได้ (ข้าเจ้าลืมราคา) ตารางรถจะมีเที่ยวรถไปกลับอันซี - ลาคูซ่า และลาคูซ่า- อันซีทุกชม. โดยข้าเจ้าตี่ตั๋วรอบ 9.00 น และกลับตามอัธยาศัย ซึ่งเราดูจากตารางรถเที่ยวสุดท้ายที่กลับเข้าเมืองอันซี ก็คือเวลา 17.00 น. หมายใจว่าหากเหนื่อยหรือไม่สนุกเราก็จะกลับกันก่อน แต่ยังไงก็จะไม่เกินรอบห้าโมงเย็นนั่นเอง มิเช่นนั้นถ้าหากตกรถเราคงต้องค้างที่ลาคูซ่านั่นเอง ซึ่งในระหว่างที่นั่งรถจากอันซี ไป ข้าเจ้าก็มองวิวทิวทัศน์รอบสองข้างทาง ทุกอย่างล้วนถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนไปหมด ตลอดเส้นทางรถที่อ้อมผ่านรอบทะเลสาปอันซี ซึ่งเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามอย่างบรรยายไม่ถูก แต่มันเป็นภาพความประทับใจที่ข้าเจ้าไม่มีวันลืมได้ หลังจากเพลิดเพลินกับการดูวิวสองข้างทางในที่สุดเราก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเราก็เดินทางมาถึงลาคูซ่ากันแววคะ




ภาพทิวทัศน์ตัวเมืองลาคูซ่า


 เรามาถึงที่ลาคูซ่าเกือบ 11 .00 น.ได้ และภาระกิจแรกก็คือหาเสบียงใส่ท้อง และภาระกิจที่สองที่เราต้องทำก็คือเตรียมไปหาร้านเช่าอุปกรณ์เล่นสกีกัน ซึ่งที่อันซีก็มีหลายร้านที่คอยให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เล่นสกี สโนว์บอร์ด รองเท้า มากมายครบครันและราคานี่สิมีแบบเช่าทั้งอาทิตย์ เป็นรายวัน และก็รายชั่วโมงก็มีขึ้นอยุ่กับสภาพกระเป๋าของนักท่องเที่ยวและระยะเวลาในการท่องเที่ยว ชะนี่แคระอย่างเราก็เช่าเป็นชั่วโมงแววกันดูจากหนังหน้าแวว  เล่นแค่สักชั่วโมงขาแข้งคงจะแย่เป็นแน่ หลังจากจัดแจงได้เช่าอุปกรณ์เล่นสกีพร้อม  มวลหมู่คณะก็ออกเดินทางไปซื้อตั๋ว นั่งกระเช้าขึ้นไปเล่นสกีตามจุดต่างๆ กันบนยอดเขา โดยคณะเน้นจุดที่เป็นจุดเส้นทางเล่นสกีสีเขียว เนื่องจากข้าเจ้าเล่นไม่เป็นอยู่คนเดียวเยย นอกนั้นเค้าก็เป็นกันทั้งนั้น แต่ทุกคนก็เสียสละที่จะยอมเล่นเป็นเพื่อนกับข้าเจ้านั่นเอง ซึ่งเส้นทางหรือจุดเล่นสกี จะถูกแบ่งเป็นสี โดยเริ่มจากสีเขียว สำหรับเด็ก และผู้เริ่มฝึกหัดสกีที่ยังไม่ชำนาญ ต่อมาก็เป้นสีฟ้า สีแดง และสีดำ ซึ่งความยากง่ายก็จะเพิ่มดีกรีขึ้นไปเรื่อยๆตามประสบการณ์ของผู้เล่น  เราก็ขึ้นกระเช้ามาจุดเริ่มหัดสกีของเด็กกัน

ในจุดนี้รอบตัวข้าเจ้าล้วนเต็มไปด้วยเด็กทั้งนั้น จะมีข้าเจ้ากับเพื่อนนี่หละคะ และครูฝึก พ่อแม่ของเหล่าเด็กๆนี่ละคะที่แก่สุด เล่าแววก็อายไป  ข้าเจ้าใช้เวลาอยุ่นานในการเรียนรู้เทคนิคเบื้องต้น และการหัดเดินด้วยสกีบนหิมะนี่มันไม่ง่าย ณ จุดนี้ข้าเจ้าล้มแววล้มอีก  ขณะที่มิสเตอร์ทีโบ้เพื่อนของข้าเจ้าก็พร่ำสอนจนปากจะฉีกถึงรูหูแต่หัวและร่างกายของข้าเจ้านี่หละคะที่ไม่เอาไหนเสียเลย อย่างว่าหละเนอะมาหัดเล่นสกีตอนแก่จะ 30 แววนี่มันช่างลำบากเสียจริง อย่างที่สุภาษิตโบราณท่านว่าไว้ ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ก็เป็นเช่นนั้น ข้าเจ้าล้มลุกคลุกคลานไม่ต่ำกว่า 100 รอบที่เดียว เจ็บก็เจ็บแต่มันก็สนุกดี ขนาดที่อากาศหนาวแต่ล้มบ่อยๆจนมันไม่หนาวแววคะท่านผู้อ่าน ล้มบ่อยจนลุกคล่องแคล่วแววละคะ  แม้จะรุ้สึกอายมากในขณะที่เราเล่นสกีไปด้วยสปีดที่ต่ำมาก แววมีเด็กอายุสัก 5 ขวบเล่นสกีแซงหน้าเราผ่านไปพร้อมกับหันมายิ้มเยอะ อีป้านี่มันมาจากไหนของโลกนี่  สุดบรรยายจริงๆอายได้โล่ หลังจากเราลองหัดเล่นจนเพลินมองดูนาฬิกาได้เวลาเกือบสี่โมงเย็น พลพรรคจึงต้องยุติการเล่นกะว่าเอาเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงที่เหลือไปคืนอุปกรณ์ และเดินเล่นรอบเมืองลาคูซ่า พร้อมกับหาอะไรร้อนๆดื่ม และเตรียมตัวกลับอันซีกัน


ชะนีแคระหัดเล่นสกี


บรรยากาศในตัวเมืองลาคูซ่า





จุดชมวิวที่สามารถมองเห็นยอดเขามลองบลังค์อยุ่เบื้องหลัง


หลังจากคืนอุปกรณ์เล่นสกีและจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยกระเป๋าก็เกือบแห้ง การเล่นสกีนี่ไม่มีตังค์นี่เล่นก็ลำบากเพราะราคาไม่ใช่ถูกๆ นอกจากมีตังค์แววต้องโง่ด้วยนะคะ  (ล้อเล่น 555) แต่หากท่านผู้อ่านจะลองเพื่อเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตแบบข้าเจ้านั้นก็เป็นประสบการณ์และความทรงจำที่ดีถือว่าซื้อประสบการณ์แล้วกันคะ   หลังจากเราหากินไรง่ายๆ ดื่มช็อกโกแลตร้อนๆ เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น เพราะตอนนี้อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า - 14 องศา แล้วข้าเจ้าก็ได้เก็บภาพบรรยากาศตัวเมืองลาคูซ่าก่อนเดินทางกลับอันซีด้วยรถประจำทางเที่ยวสุดท้าย โดยทิ้งภาพความงามและ พระอาทิตย์กำลังอัสดงของเมืองลาคูซ่าไว้เบิ้องหลัง และคณะต้องเดินทางกลับสู่อันซีต่อไป โดยข้าเจ้าคิดว่าคืนนี้รวมถึงวันพรุ่งนี้ร่างกายของข้าเจ้าต้องปวดกระดูก เคล็ดขัดยอกแน่นอนโทษฐานที่ไม่เจียมสังขารนั่นเอง  และก็ก่อนจะลาจากกันไปข้าเจ้าก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้อ่าน และแฟนคลับทุกท่านที่ช่วยกันติดตาม และพบกันใหม่ในตอนหน้า ข้าเจ้าจะพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวเมืองเจนีวา( Geneva ) ประเทศสวิสเซอแลนด์ ดินแดนแห่งขุนเขา  ทะเลสาป  ชมน้ำพุที่สูงที่สุดในโลก และแวะชมพิพิธภัณท์นาฬิกาชื่อดังปาเต๊ก ฟิลิปปส์( PATEX PHILIPPE )สำหรับวันนี้ลาไปก่อนคะ


วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

Annecy เวนิสแห่งเทือกเขาแอลป์ ตอนที่ 2

หลังจากคืนแรกที่ Annecy ได้ผ่านพ้นไป ซึ่งเป้นค่ำคืนแห่งความหนาวเย็น อุณหภูมิขณะนั้นไม่ต่ำกว่า - 14 องศาเซลเซียล (แม่เจ้าหนาวมาก) กว่าที่ชะนีแคระน้อยจะข่มตาหลับลงได้ก็เกือบเช้าของวันรุ่งขึ้น อาจจะเพราะด้วยความแปลกที่แปลกทาง และความหนาวเย็นเนี่ยที่ทำให้ข้าเจ้าหลับไม่ลง ถึงแม้จะนอนน้อย แต่มันก็ไม่เป้นอุปสรรคต่อการผจญภัย และท่องเที่ยวของข้าเจ้าแม้แต่น้อย  หลังจากทานอาหารเช้าแบบง่ายๆ ที่เวจินีเตรียมให้อันได้แก่ ช็อกโกแลตร้อน ขนมปัง ครัวซอง พวกเราก็เตรียมออกเดินทางกัน โดยโปรแกรมของวันนี้เราจะต้องเดินขึ้นเขาท่ามกลางหิมะ เพื่อไปดูจุดชมวิวบนภูเขาที่สามารถมองเห็นทะเลสาบอันซี และจุดที่สองเราจะขึ้นเขาไปดุจุุดชมวิวที่สามารถมองเห็นยอดเขามองค์บลัง (Mont blanc)ยอดเขาที่สุูงที่สุดในฝรั่งเศสกัน และจุดที่สองนี้เราจะไปทำการเดินเล่นบนหิมะ และดูเค้าเล่นสกีกัน เอาละคะถ้าพี่น้องผองเพื่อนพร้อมแววเราจะออกเดินทางไปกับคณะทัวร์ไอย่า ติงนังตังนิงกันเยยคะ

***********************************************************************************************
ในวันนี้เราได้รับการอนุเคราะห์จากมาโคร ในการเป็นสารถีขับรถให้ แกช่างเป้นคนหล่อและมีน้ำใจเสียจริง ในขณะก่อนจะออกเดินทางหลังจากข้าเจ้าเหลือบไปเห็นขวดน้ำเปล่าที่ลืมทิ้งไว้ในรถเมื่อเย็นวาน โอ้แม่เจ้าขวดน้ำนั้นได้กลายเป้นน้ำแข็งเรียบร้อยแววครับ มันช่างหนาวจริงๆ ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าพวกโฮมเลตที่ต้องนอนข้างถนน เค้าจะนอนได้อย่างไร คงไม่ต้องแข็งตายเหรอนี่ 

ในการขับรถขึ้นภูเขาที่นี่นั้นต้องอาศัยคนท้องถิ่นที่ชำนาญในการขับรถ เนื่องจากท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายไม่ขาดสายทำให้ค่อนข้างเป้นอุปสรรคในการขับรถไม่น้อย เพราะถนนค่อนข้างลื่นประกอบกับภูมิประเทศที่ค่อนข้างเป้นภูเขาสูงชัน ระหว่างที่พี่มาโครขับไปก็เล่าไปถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งไม่ว่าจะเป้นรถตกเขาบ้าง รถชนกันบ้างอะไรประมาณนี้(คิดในใจเมิงจะเล่าให้ตรูกลัวทำไมวะ 555) หลังจากขับรถขึ้นภูไปเรื่อยๆด้วยเส้นทางที่วกวน มันทำให้ข้าเจ้ารู้สึกเวียนหัวเป้นอย่างยิ่งในใจก็คิดแต่ว่าโฮรุ้งี้ตรูเอายาดมโป๊ยเซียนมาจากเมืองไทยก็ดี อยากกินมะดันดองบ้าง อะไรบ้าง เมื่อไหร่จะถึงซะที แต่ในระหว่างทางก็เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยจริงๆ สวยงามราวกับภาพวาดยังไงยังงั้นเลยท่านผู้อ่าน เอาวะอดทนอยากจะเห็นของสวยงามก็เยยต้องกลืนน้ำลายไปหลายอึกอดทนต่อไป ในระหว่างนั้นข้าเจ้าก็เหลือบมองหน้าปัดรถยนต์บอกอุณหภูมิขณะนี้ - 14 องศา ขับขึ้นไปเรื่อยๆ อุณหูมิก็ยิ่งลดลง กว่าจะถึงยอดเขาที่เป้นจุดพักชมวิวก็ปาเข้าไป - 18 องศาพอดี  เอาหละในที่สุดเราถึงจุดชมวิวที่หนึ่งกันแววคะ พอเปิดประตูรถเท่านั้นเวจินี มาโคร ต้องตกใจปนขบขัน เมื่อเห้นชะนีแคระ ลงไปทำท่าทางกระโดดโลดเต้น ลงไปในดำผุดดำว่ายในกองหิมะ  แหมก็เกิดมาเพิ่งจะเห้นหิมะนี่คะ ในชีวิตนอกจากที่ดรีมเวิลด์แววก็ นี่ละครั้งแรกที่ได้มีโอกาสได้สัมผัสปุยหิมะ บ้านนอกเนอะ 555 มีความลับที่ไม่ได้บอกมาโครและเวจินี่ว่าในใจ อยากจะเอาน้ำหวานเฮลบลูบอลมาด้วย มาราดบนหิมะแววกินดูว่ามันเหมือนน้ำแข็งใสบ้านเราไหม โฮ โคตรลาวได้อีก 555
ที่นี่เป้นแค่จุดจอดรถเท่านั้น คณะพลพรรคต้องเดินขึ้นเขาไปอีกสัก 1 -2 กิโลเมตรเผื่อจะขึ้นไปดูจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นด้านบนของทะเลสาป เอาวะไหนก็หลวมตัวขึ้นมาแววเต็มที่สุดๆไปเลยพี่ 


จุดชมวิวบนยอดเขาที่สามารถมองเห้นทะเลสาบอันซี





ชะนีแคระทำผุดดำว่ายในกองหิมะ



 หลังจากที่ได้เห้นจุดชมวิวด้านบนทะเลสาปแววก็ทำให้ข้าเจ้ารุ้สึกหายเหนื่อยเป้นปลิดทิ้งเยย สวยจริงๆคุ้มค่ากับการลงทุนเดินเกือบชม. หลังหยุดพักถ่ายรูป และพักพอให้หายเหนื่อยแวว เราก็เตรียมตัวเดินทางกลับไปดูจุดชมวิวที่ 2 กันต่อเยยครับ ในใจคิดเอาอีกแววเหรอฉันต้องวิงเวียนอีกแววเหรอนี่ ซึงจุดที่สองนั้นจะเป้นจุดยอดเขาอีกลูกหนึ่งที่สูงกว่าจุดชมวิวด้านบนทะเลสาป แต่ก็อยู่ไม่ไกลจากจุดชุมวิวจุดแรกมากนั้น คือขับรถไปอีกประมาณสักชม. ได้เราก็มาถึงจุดชมวิวยอดเขามองบลังค์กันแววจ้าพี่น้อง ที่นี่อยากบอกว่าสวยโคตร เหมือนกับอีกโลกหนึ่งเยย นึกว่าอิฉันมาอยุ่ในดินแดนไซบีเรียก็ไม่ปาน เมื่อมาถึงที่นี่กิจกรรมยอดฮิตของชาวฝรั่งเศสก็คือ เดินเขาผจญภัย กะเล่นสกี เนื่องจากวันนี้เราตั้งใจมาเดินเขามากกว่าเล่นสกี จึงไม่ได้เตรียมอุปกรณ์มา ประกอบกับวันนี้เรามีเวลาน้อยเนื่องจากเสียเวลาไปกับจุดชมวิวด้านบนทะเลสาปแววจึง เอาเป้นว่าวันนี้เรามาเก็บภาพความประทับใจกับครั้งหนึ่งในชีวิตกันดีกว่าคะท่านผู้อ่าน













หลังจากเดินเขาท่ามกลางหิมะเพลิดเพลินไปกัภูมิประเทศอันสวยงาม เผลอแพลบเดียวเหลือบมองดูนาฬิกาบอกเวลา ทุ่มกว่าแววนี่  เราใช้เวลาไปตั้งเกือบ 3 ชม.อย่างว่าถ้าเรามีความสุขกับสิ่งใด เวลามักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ สัจธรรมแห่งชีวิต และตอนนี้อากาศก็เริ่มเย็นแวว อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า - 21 องศา เราจึงต้องจำใจเดินทางกลับสุ่ที่พัก  ปิดท้ายก่อนกลับสู่ที่พักเวจินี่และมาโครได้เชิญพลพรรคไปทานดินเนอร์อาหารแบบฉบับชาวฝรั่งเศสขนานแท้กัน โดยเฉพาะยามหน้าหนาวอย่างนี้เมนูที่เป็นยอดนิยมและ ห้ามพลาดเด็ดขาดกับเมนู ฟองดูชีสกัน  ใครมาต้องลองชิมกัน ซึ่งเมนูฟองดูชีสนี่ก็ เค้าจะเอาชีสผสมกับไวน์ขาว บางที่ก็จะผสมกับกระเทียมหรือหอมแดงแล้วแต่ท่านชอบ ถ้าชอบกลิ่นแรงๆกะชีสผสมกับกระเทียมนี่หละ มักจะกินคุ่กับขนมปังแบรกเกต ซึ่งในยามอากาศหนาวอย่างนี้สิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายเราอุ่นขึ้น และแน่นอนว่าอ้วนขึ้นไปอีกหลายกิโลที่เดียว





หลังจากอิ่มหน่ำสำราญกันแวว ตาของข้าเจ้าก็เริ่มตาปรือได้ที่ซึ่งอาจจะเป้นเพราะความเหนื่อยอ่อนต่อกิจกรรมที่ต้องเดินเขาทั้งวัน คืนนี้ข้าเจ้าคงต้องนอนหลับอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างแน่นอน ก่อนจากกันในวันนี้ต้องขอขอบคุณคุ่รักเวจินีกะมาโครที่ทำให้สโลแกนด์ของชะนีแคระ อิ่มจังตังอยู่ครบได้เป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง 555  และขอขอบคุณแฟนคลับทุกท่านที่อุตส่าห์ติดตามผลงานของข้าเจ้า สำหรับวันนี้ชะนีแคระลาไปก่อนค้า ติดตามผลงานในตอนต่อไปที่ชื่อตอนว่า เล่นสกีครั้งแรกกับชะนีแคระที่ ลาคูชา( LA Cluza ) ค้า






วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2555

Annecy เวนิสแห่งเทือกเขาแอลป์ ตอนที่ 1

Annecy เวนิสแห่งเทือกเขาแอลป์ ตอนที่ 1 ชมตัวเมือง และทะเลสาป Anney

"กลับมายืนที่เดิม ที่ที่เราคุ้นเคย" 555  อิฉันกลับมาแววคะกลับมาตามคำเรียกร้องของมิตรรักแฟนเพลงหลายท่านที่ออกแนวก่นด่ากันว่าดิฉันหายไปไหน ดิฉันกลับมาแล้วคะ กลับมาพร้อมกับการเดินทางครั้งใหม่ล่าสุดในตอนที่ชื่อว่า Annecy เวนิสแห่งเทือกเขาแอลป์ ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดาเพราะต้องแลกด้วยความเหนื่อยและความท้าทายสุดยอดของดิฉัน เอะมันจะท้าทาย มันจะเหนื่อยขนาดไหน ท่านผู้อ่านทุกท่านเตรียมตัวกันหรือยังถ้าพร้อมแวว เราออกเดินทางพร้อมกันไปกับชะนีแคระหัวใจอินเตอร์เยยคะ

*********************************************************************************

 Annecy  อันซี เป็นเมืองเอกของเขตซาวัวตอนบน (Haute Savoie) ได้รับเกียรติให้มีฉายาว่า ห้องรับแขกของโรน-แอลป์ ในแถบเทือกเขาสูงของ French Alps เพราะมีเขตแดนติดกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ต้องการเดินทางผ่านเส้นทางนี้จะต้องผ่านเมืองอันซีด้วยกันทั้งสิ้น บ้างก็ว่าเป็นน้องๆเวนิส ด้วยสาเหตุที่ว่าสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างตัวอาคารบ้านเรือนที่สวยงาม และมีการขุดคูคลองหลายสายผ่านกลางเมืองเหมือนเวนิส ซึ่งนี่หละที่เป็นที่มาของชื่อ Annecy เวนิสแห่งเทือกเขาแอลป์  ส่วนฤดูท่องเที่ยวนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน เรื่อยไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วง  หรือแม้กระทั้งฤดูหนาว เหมือนตอนที่ดิฉันกำลังเดินทางมาเที่ยวนี่ก็สวยงามมีมนต์เสน่ห์ไปอีกแบบ  อันซีเมืองเล็กๆ ในหุบเขาแห่งนี้จะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มีทั้งคนในยุโรปด้วยกันหรือมาจากทวีปอื่น รวมถึงชาวฝรั่งเศสเองก็นิยมมาท่องเที่ยวที่นี่ โดยเฉพาะคู่แต่งงานหนุ่มสาวชอบมาฮันนีมูนที่เมืองนี้กันคะ อิอิ

การเดินทางครั้งนี้ก็แสนจะง่ายและสะดวกสบายเราเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรุ่ด้วยตีตั๋วรถไฟทีจีวีจากปารีส - อันซี ราคาไปกลับต่อคน ร้อยกว่ายุโร  และแค่ 2 ชม. กว่าๆก็ถึงจุดหมายปลายทางก็คือสถานีรถไฟเมืองอันซีนี่เอง ในการเดินทางครั้งนี้เราได้รับการอนุเคราะห์จากเพื่อนสาวแสนสวย เวจินีและพร้อมกับแฟนหนุ่ม มาโค ได้ให้ที่พักฟรีพร้อมอาหารกับเราตลอดทั้งทริป แถมยังไม่พอพี่แกยังอุทิศตนเป็นไกค์พาเราเที่ยวชมเมืองกันด้วยคะ และแน่คะเวจินีมารับดิฉันที่ชานชาลารถไฟ แต่เธอต้องตกใจทีเดียวกับกระเป๋าเดินทางของดิฉันที่มันแสนจะใหญ่โตกว่าตัวดิฉันมากเนื่องจากช่วงที่ดิฉันมาเป็นช่วงถูดหนาว อากาศหนาวมากกลางวัน -8  องศากลางคืน มีถึง -20 องศากันทีเดียว ทำให้ดิฉันกลัวหนาวตายมากกว่ากลัวการลากกระเป๋า หลังจากเก็บข้าวของเข้าที่พักเสร็จเรียบร้อยเราก็สะพายกล้องคุ่ใจออกเดินทางเที่ยวตัวเมืองกันเยยคะ

วิวตัวเมืองอาคารบ้านเรือน

ลำคลองสายหลักผ่านกลางเมืองและจะไหลลงสุ่ทะเลสาปอันซี

ร้านอาหารต่างๆมากมายริมสองฝั่งคลอง


 
และไฮไลน์ของเมืองอันซีก็คือ Palais de L’Isle  เดิมทีอาคารนี้เป็นของตระกูลเดล ลิส์ล สร้างในศตวรรษที่ 12  แต่อีก 200 ปีต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นศาล และคุก แล้วเปลี่ยนมาเป็นโรงกษาปณ์ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นที่ทำการของรัฐในศตวรรษที่ 15 แล้วกลับมาเป็นคุกใหม่อีกครั้งในช่วงการปฏิวัตฝรั่งเศส  จนถึงปี ค.ศ. 1986 ทางการฝรั่งเศสได้เข้าบูรณะครั้งใหญ่แล้วใช้เป็นที่แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเมืองอันซี และซาวัว ด้วยความโดดเด่นในประวัติศาสตร์ และรูปทรงทางสถาปัตยกรรม Palais de L’Isle ทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของชาวเมืองไป


Palais de L’Isle

รูปทรงเหมือนป้อมโบราณแล้ว ยังตั้งอยู่กลางลำคลองที่มีน้ำไหลผ่านทั้งสองด้าน



เดินมาได้หน่อยเราก็จะได้เจอกับทะเลสาปอันขึ้นชื่อของเมืองอันซี Larc d'Annecy ทะเลสาบของเมืองอันซีนี้ชาวเมืองเขาภูมิใจของเขานักหนา ถึงขนาดคุยว่าน้ำในทะเลสาปสะอาดจนกวักขึ้นมาดื่มได้เลย เท็จจริงประการใดไม่รู้ได้ รุ้แค่ว่่าถ้าตอนนี้กวักน้ำในทะเลสาปมากินฉันคงแข็งตายเป็นแน่ๆ 555  แต่คำคุยโวนี้ถูกฝังอยู่ในหัวของชาวบ้านชาวช่องทุกคน เพราะถามใครเขาก็บอกอย่างนี้ ก็น่าจะเชื่อเขาล่ะคะ  ทะเลสาปอันซีนี่ถือเป็นทะเลสาปที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของฝรั่งเศส นอกจากขนาดความใหญ่แวว ความสวยงามก็ไม่เป็นที่รองใคร อยากบอกว่าสวยจริงๆคะ แม้ภาพทีดิฉันเก็บมาฝาก อาจจะไม่เท่ากับความงามที่อยุในความทรงจำของดิฉัน และขอบอกโรแมนติกสมคำล่ำลือจริงๆคะ


ภาพวิวริมทะเลสาปอันซี


แอบทำสวีทนิดนึง






บริเวณรอบทะเลสาปก็จะมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ซึ่งตามปกติแววถ้าเป็นหน้าร้อน หรือฤดูใบไม้ผลิจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ออกมาพักผ่อนหย่อนใจ บ้างก็มาปิกนิคกัน ออกกำลังกาย แต่สำหรับตอนนี้นั้นเห็นจะไม่ไหวนะคะอากาศแสนจะหนาวจับใจ แถมลมก็แรงๆ และหิมะก็โปรยปรายอยุ่ไม่ขาดสาย มีหวังดิฉันได้แข็งตายเป็นแน่แท้คะท่านผู้อ่านแต่ด้วยความอดทนกัดฟันสุ้ดิฉันจะทนถ่ายรูปสวยชะนีน้อยสู้ขาดใจเก็บภาพบรรยากาศสวยๆรอบริมทะเลสาป และที่รอบสวนสาธารณะมาฝากท่านผู้อ่านกันคะ และขณะกำลังเดินเพลินก็เห็นสะพานแห่งความรัก Pont des amour ที่เค้าว่ากันว่าคู่รักจะต้องมาถ่ายรูปกันที่สะพานแห่งนี้ และก็มีคุ่รักมากมายยืนต่อคิวเพื่อที่จะถ่ายรูปคุ่กันที่นี่ ดิฉันก็จัดไปยืนต่อคิวรอในขณะที่อากาศตอนนั้นเริ่มลดลงกว่า - 10 องศาอดทนชักภาพมาอวดท่านผู้อ่านกันนะคะ แต่อยากบอกว่าคุ้มคะภาพที่ออกมาดูโรแมนติกมากสุดๆคะ























หลังจากเดินเล่นอยุนานกว่าสาม สี่ชม. ท่ามกลางหิมะโปรยปราย ตอนนี้มือของดิฉันชาไปหมดแววคะท่านผู้ชม ชาขนาดกดชัตเตอร์ไม่ลงทีเดียว ประกอบกับเวจินีต้องรีบกลับไปเตรียมทำอาหารเย็นสำหรับต้อนรับอาคันตุกะตัวจิ๋ว และให้อาหารน้องเหมียวสไกเลต เราเยยต้องรีบกลับบ้านคะ จะว่าไปตอนนี้ดิฉันก็เริ่มจะหิวแววละคะ ไว้พรุ่งนี้เรามาติดตามตอนต่อไปกันนะคะ วันนี้ขอลาไปก่อนค้า