วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

พาเที่ยวกรุงบรัสเซลส์ (Brussels) เมืองหลวงประเทศเบลเยี่ยม (Belgium) ในวันฝนพรำ

สวัสดีค่ะ มาพบกันอีกครั้งกับชะนีแคระหัวใจอินเตอร์กันนะคะ วันนี้เราจะพาไปเที่ยวกรุงบรัสเซลส์ (Brussels)เมืองหลวงของประเทศเบลเยี่ยมกัน  แต่ก่อนอื่นเลยทริปนี้ขอออกตัวก่อนว่าเป็นทริปแรกๆที่ชะนีแคระเริ่มเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่สมัยยังละอ่อนว่างั้น ตอนนั้นยังไม่เริ่มเขียนบล็อกเลยเวลาผ่านไปหลายปี เพิ่งจะว่างหยิบมาปัดฝุ่นเขียนเป็นเรื่องเป็นราวกันซะที ไม่ใช่เพราะเมืองนี้ไม่น่าสนใจนะ แต่เป็นเพราะว่าทริปนี้หารูปสวยๆได้น้อยมาก แถมรูปที่มีก็มักจะติดหน้าตัวเอง ครั้นจะเอามาลงก็เกรงใจว่าจะพาลพาทำให้สถานที่นั้นมัวหมอง แถมวันที่ไปเที่ยวฝนดันตกอีกต่างหาก(ขนาดเดินทางช่วงหน้าร้อนของยุโรป) ทริปนี้เลยต้องถูกดองไว้หลายปี วันนี้ได้ฤกษ์เขียนซะที  เอาหละเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาแฟนๆ พร้อมแล้วใช่ไหมคะ? ว่าแล้วตีตั๋วไปเที่ยวกับชะนีแคระกันเลย




ข้อมูลทั่วไป

กรุงบรัสเซลส์  เขียนเป็นภาษาอังกฤษก็ Brussels ถ้าเป็นภาษาฝรั่งเศสก็จะเขียน Bruxelles เมืองบรัสเซลส์เป็นเมืองหลวง ของประเทศเบลเยี่ยม ประชาชนที่นี่ส่วนใหญ่ใช้สองภาษาหลักๆก็ภาษาดัตซ์ กับภาษาฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ต้องกลัวค่ะ เมืองบรัสเซลส์เค้าเป็นเมืองท่องเที่ยว ผู้คนพูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ เบลเยี่ยมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสหภาพยุโรป (EU) หากเพื่อนๆสนใจมาเที่ยวกันก็ต้องขอวีซ่าเชงเก้นกันให้เรียบร้อย ซึ่งชะนีแคระจะขอข้ามไปไม่อธิบายแล้วกัน คิดว่าเพื่อนๆคงจะค้นหาขั้นตอน และการเตรียมเอกสารในการขอวีซ่าเชงเก้นได้ในอินเตอร์เนต  เพราะเห็นมีหลายคนได้เขียนอธิบายได้ละเอียดดี (ขี้เกียจนั่นเอง)  ที่นี่ใช้เงินสกุลยูโรก็เตรียมแลกเงินให้พร้อมก่อนออกเดินทางนะคะ

 แผนการเดินทาง

การเดินทางทริปนี้ชะนีแคระตั้งใจจะเดินทางมาเที่ยวที่กรุงบรัสเซลส์นี้เป็นเวลา 2 วันกับอีก 1 คืนตั้งใจจะมาเยี่ยมเพื่อนที่ทำงานอยุ่กรุงบรัสเซลส์(กะว่าจะพักฟรีไม่เสียตังนั่นเอง ดูเป็นคนดีไหมเนีย? ) เราเดินทางกันในต้นเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นหน้าร้อนของยุโรป   การเดินทางจากปารีส มาเที่ยวที่กรุงบรัสเซลส์เราสามารถเดินทางได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถไฟทีจีวี รถไฟความเร็วสูงของฝรั่งเศส หรือนั่งเครื่องบินก็ได้ แล้วเดี่ยวนี้มีบริการนั่งรถบัสจากปารีสมาถึงกรุงบรัสเซสล์ด้วยซึ่งราคาค่อนข้างถูกมาก เริ่มต้นแค่สิบกว่ายูโรเท่านั้น ถ้าใครสนใจก็ลองเข้าไปดูได้ ชะนีแคระเอามาแปะให้ https://www.flixbus.com/?gclid=CNi4__idtcYCFQfKtAodG2YJaQ
 แต่การเดินทางครั้งนี้ชะนีแคระเลือกที่จะนั่งรถไฟทีจีวีนะ เพราะว่าใช้เวลาแค่ 2 ชม.กว่าๆก็มาถึงกรุงบรัสเซลส์แล้ว ยิ่งถ้าจองล่วงหน้าก็ราคาไม่แพงมาก นี่เอาลิงค์มาแปะให้เหมือนกัน  http://uk.voyages-sncf.com/en/ ซึงไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด

วันที่ 1

เราเริ่มออกเดินทางจากปารีสที่สถานีรถไฟสายเหนือ Gare du Nord ตั้งแต่ 9 โมงเช้ากว่า มาถึงที่กรุงบรัสเซลส์ก็เกือบเที่ยง กว่าจะรอเพื่อนมารับพาไปเก็บของและทานข้าวที่อาพาร์ทเม้นท์ กว่าจะเริ่มออกเที่ยวก็เกือบบ่ายสองโมง วันนี้ฟ้าฝนไม่เป็นใจท้องฟ้าหม่นหมองฝนตกซะงั้น เพื่อนของชะนีแคระนางบอกว่าเอ๊ะเมือวานฟ้ายังสว่างสดใสอยู่เลย แค่พอชะนีแคระมาถึงกรุงบรัสเซลส์ฝนก็ตก อากาศเปลี่ยนซะงั้นคะ(ดูมัน น่ารักจริงๆ)  แต่อย่างว่าฝนตกก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเที่ยวของเรา อุตส่าห์มาถึงแล้วจะนั่งในห้องรอฝนหยุดก็ไม่รู้จะหยุดเมื่อไหร่ ทีสำคัญมันตกไม่หนัก ชะนีแคระคิดเอาเองว่าเดี่ยวมันก็คงจะหยุด   เอาละเราเริ่มไปเที่ยวสถานที่แรก จัตุรัสกรองด์  ปราซ (Grand Place) ภาษาฝรั่งเศส แปลว่าจัตุรัสที่กว้างใหญ่นั่นเอง จัตุรัสกรองด์ปราซ เป็นจัตุรัสที่มีความสำคัญ มีขนาดใหญ่และมีความงดงามที่สุดในกรุงบรัสเซลส์ อาคารและตึกต่างๆในจัตุรัสกรองด์  ปราซสร้างเป็นศิลปะสไตล์บาโรคและโกธิค   จัตุรัสแห่งนี้เคยถูกทำลายในคศ.1695 จากกองทัพฝรั่งเศสระดมยิงปืนใหญ่ทำลายจัตุรัสแห่งนี้จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ชาวเมืองบรัสเซลส์ก็ร่วมใจกันสร้างบรูณะขึ้นมาใหม่สวยงามเหมือนเดิม  ปัจจุบันนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกในปีคศ. 1998 ภายในจัตุรัสก็จะมีร้านอาหาร ร้านค้า โรงแรมมากมาย ที่สำคัญตรงกลางลานของจัตุรัสก็จะมีคนมาขายรูปวาด หรือขายดอกไม้ต้นไม้ต่างๆ  ว่ากันว่าที่นี่เป็นจุดนัดพบสังสรรค์ของชาวเมืองรวมถึงนักท่องเที่ยวอย่างเราๆด้วย




จัตุรัสกรองด์ ปราซ (Grand Place)



 Town hall ที่ว่าการอำเภอ  ในบริเวณลานจัตุรัสกรองด์  ปราซ


ที่จัตุรัสกรองด์  ปราซนี่เค้าจะมีจัดเทศกาลพรมดอกไม้ขึ้นทุกๆ 2ปีครั้งในช่วงประมาณวันที่12-15 สิงหาคม ถ้าท่านผู้อ่านสนใจก็ลองเช็ครายละเอียดหรือวางแผนการเดินทางดี ๆจะได้ไม่พลาดมาดูงานเทศกาลกัน ในบริเวณจัตุรัสกรองด์ ปราซ ใกล้ๆจะเห็น Town Hall ที่ว่าการอำเภอเมือง เป็นอาคารที่สร้างในสไตล์บาโรคผสมผสานกับสไตล์โกธิค ถูกสร้างเสร็จในปีคศ.1420 อดีตใช้เป็นที่ทำว่าการของเมืองบรัสเซลส์





พระราชวัง  (King's House)

 พระราชวัง (King's house) เป็นอาคารตึกฝั่งตรงข้ามกับ Town Hall อดีตเป็นพระราชวังเก่า แต่ปัจจุบันนี้ได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ปีคศ. 1887 ภายในได้มีการจัดรวบรวมประวัติศาสตร์การก่อตั้งเมือง  ประวัติการทำสงคราม รวมถึงจัดแสดงเสื้อผ้าเครื่องประดับในสมัยยุคต่างๆ  



รูปปั้นทองเหลือพระเยซู แอบถ่ายติดนายแบบมาด้วย 

ไม่ไกลจากจัตุรัสกรองด์ ปราซ ชะนีแคระก็เห็นนักท่องเที่ยวกำลังมุงอะไรอยู่เข้าไปดูใกล้ๆ มันคือรูปโลหะทองเหลืองรูปปั้นพระเยซู เห็นนักท่องเที่ยวเข้าคิวลูบคลำองค์พระเยซู  บ้างก็รุมถ่ายรูป ก็เลยถามเพื่อนว่าทำไมคนเค้าถึงมาลูบคลำ นางเล่าว่าคนที่นี่เชื่อว่าให้มาลูบขอพรองค์พระเยซูแล้วจะทำให้มีสุขภาพดี บ้างก็ว่าจะได้กลับมาเยือนบรัสเซลส์อีก ไม่รอช้าชะนีแคระหรือจะพลาด อิอิว่าแล้วก็ทั้งลูบทั้งคลำ ขอพรนานมาก เผื่อจะได้มีวาสนากลับมาเที่ยวบรัสเซลส์อีก

มาอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญเค้าว่าถ้ามาเมืองบรัสเซลส์ห้ามพลาดมาดูน้ำพุอนุเสาวรีย์รูปปั้นแมนเนเกน  พิสหรือเจ้ารูปปั้นหนูน้อยยืนฉี่ (Manneken Pis)  เจ้าหนูน้อยนั้นมีประวัติเรื่องเล่ามากมาย บ้างก็ว่าในสมัยที่ฝรั่งเศสทำสงครามกับเบลเยี่ยมนั้นก็ได้จุดชนวนระเบิดหมายจะระเบิดเมืองบรัสเซลส์ให้พินาศเป็นเถ้าถ่าน แต่เจ้าหนูน้อยนี้ก็ผ่านมาเห็นก็เลยยืนฉี่เพื่อดับชนวนไฟเลยทำให้เมืองบรัสเซลส์รอดจากการถูกระเบิดมาได้ ชาวเมืองก็เลยพร้อมใจกันสร้างอนุเสาวรีย์ให้เจ้าหนูน้อยนี้ เพื่อระลึกถึงความกล้าหาญ  ปกติแล้วเจ้าหนูน้อยจะมีชุดใส่มากมายหลายร้อยชุดเลย ซึ่งเค้าจะเปลี่ยนให้ใส่ตามเทศกาลต่างๆ เค้าว่ามีชุดไทยด้วยนะ  แต่วันนี้ที่เรามาเจ้าหนูน้อยเปลือยไม่ใส่ชุดอะไร  ของจริงตัวเล็กนิดเดียวเอง



รูปปั้นเจ้าหนูน้อยแมนเนเกน พิสผู้โด่งดัง





เราก็เดินเล่นเก็บบรรยากาศรอบๆเมือง เดินดูข้าวของตามถนนย่านแหล่งช็อปปิ้ง ใครที่มากรุงบรัสเซลส์ห้ามพลาดซื้อพวกช็อกโกแลตกลับไปเป็นของฝากกันค่ะ ที่นี่เค้าขึ้นชื่อเป็นสินค้าโอท็อปเลยว่าได้  หรือจะเรียกว่าเป็นสวรรค์ของคนรักช็อกโกแลตเลย ตลอดสองฝั่งถนนจะเต็มไปด้วยร้านค้าขายช็อกโกแลต บางร้านก็ให้ชิมฟรีนะคะ ชะนีแคระหรือจะพลาด มีแต่ช็อกโกแลตน่ากินทั้งนั้นเลย ชั่วโมงนี้ลืมความอ้วนทิ้งไปได้เลยค่ะ


ร้านค้าช็อกโกแลต

น้ำพุช็อกโกแลต


ร้านช็อกโกแลต



บรรยากาศสีสันถนนในเมืองบรัสเซลส์

สถานที่ต่อไปที่เราจะพาไปเที่ยวกันก็คือมหาวิหารเซนต์มิเชลและเซนต์กูดูลา (St. Michael et St. Gudula Cathedral) มหาวิหารสำคัญของเมือง ถูกสร้างขึ้นในคศ. ที่ 10 แล้วก็ถูกไฟไหม้ คศ. 1072 แล้วชาวเมืองได้ทำการบรูณะสร้างต่อเติมขึ้นมาเรื่อยๆด้วยสไตล์ศิลปะแบบโกธิค จนเสร็จสมบรูณ์ในปีคศ. 15  เราสามารถเข้าไปชมภายในมหาวิหารได้ฟรีไม่เสียเงิน


ด้านหลังคือมหาวิหารเซนต์ไมเคิล เซนต์กูดูลา


ด้านหน้าของมหาวิหาร

ภายในมหาวิหาร


แท่นพิธีที่บาทหลวงอ่านคัมภีร์ไบเบิล

มัวแต่เดินเล่นโอ้เอ้ ดูโน่นดูนี่ก็ปาไปเกือบทุ่มกว่าแล้วค่ะ เย็นนี้เพื่อนของชะนีแคระจะพาไปทานอาหารขึ้นชื่อของชาวบลัสเซลส์กัน ซึ่งใครมาก็จะต้องลองชิมเจ้าเมนูนี้ค่ะมันก็คือ เจ้าเมนูหอยแมงภู่อบ กับเฟร้นช์ฟายด์ ปกติชะนีแคระเคยทานมาหลายครั้งแล้วตอนที่อยู่ฝรั่งเศส แต่ก็ไม่อยากพลาดลองชิมดูว่ารสชาติมันจะต่างกันไหม  วันนี้ลองมากินร้านดัง L'EON อ่านว่า เลอง


ถ้าจะมากินหอยแมงภู่อบต้องร้านนี้ ร้านชื่อว่า  เลอง


หอยแมงภู่อบมาแล้ว อร่อย
  
จากการชิมแล้วรสชาติไม่ต่างจากที่ฝรั่งเศสมากนัก แต่ที่นีหอยใหญ่มาก ที่ฝรั่งเศสอย่างกับลูกหอยซะงั้น  เรามาต่อที่เมนูขนมหวาน เค้าว่ามาบรัสเซลส์ต้องลองของหวานที่นี่เค้าขึ้นชื่อค่ะ ขนมวาฟเฟิล มาถึงเบลเยี่ยมทั้งทีจัดไปค่ะ


ขนมวาฟเฟิล


ก่อนจากกันในค่ำคืนนี้ลากันไปด้วยภาพของจัตุรัสกรองด์  ปราซยามค่ำคืนในบรรยากาศฝนตกพรำๆ


จัตุรัสกรองด์  ปราซ ยามค่ำคืน

ฝนตกพรำๆ




เช้าวันที่ 2

สำหรับวันนี้เราตื่นสายเป็นพิเศษ เพราะเมื่อวานตากฝนทั้งวัน วันนี้ชะนีแคระป่วยค่ะ แต่ถามว่าใจสู้ไหม? ถ้าอาการไม่สาหัสขนาดต้องหามส่งโรงพยาบาลแล้วละก็ ชะนีแคระอึดค่ะยิ่งเรื่องเที่ยวด้วยแล้วละก็ถึงไหนถึงกัน  วันนี้เรามีเวลาเที่ยวแค่ถึงบ่ายสีโมงเท่านั้น เพราะเราต้องเดินทางกลับปารีส ตอนนี้ดูนาฬิกาแล้วเกือบ 11 โมงแล้วต้องทำเวลากันหน่อย ถ้าพร้อมแล้วลุยต่อค่ะ  ซึ่งโปรแกรมของวันนี้ไม่มีอะไรมากเราจะเน้นดูถนนหนทางชีวิตผู้คนในกรุงบรัสเซลส์  แล้วก็แวะซื้อของฝากก่อนกลับกัน   ซึ่งการเที่ยวในวันนี้เราอาศัยการเดินเท้าเป็นส่วนใหญ่นะคะ นอกจากประหยัดแล้วมันยังทำให้เราได้เห็นชีวิตของชาวเมืองกัน  ระหว่างเดินผ่านตามตัวตึกต่างๆก็จะเจอรูปวาดการ์ตูนชื่อดัง Tintin  ตินติน หรือภาษาฝรั่งเศสอ่านว่า ตาตา (สำเนียงปารีส) แตงแตง (สำเนียงทางใต้ของฝรั่งเศส)  โดยตินติน เป็นการ์ตูนเรื่องราวการผจญภัยสืบสวนสอบสวนแนวตลกขบขัน ที่ได้รับความนิยมจากเด็กๆทั่วโลก ได้มีการแปลเป็นภาษาต่างชาติมากกว่า 80 ภาษาทั่วโลก และตินตินมีต้นกำเนิดเรื่องราวจากเบลเยี่ยมนั่นเอง โดยนักเขียนการ์ตูนชื่อดังนามว่า จอร์จ เรมี ใช้นามปากกาว่า Hergé  อ่านว่า แอร์เช่ ซึ่งเค้าเกิดที่เบลเยี่ยมนั่นเอง


ภาพวาดการ์ตูตินติน


ภาพวาดตามตัวตึกอาคารบ้านช่องต่างๆ



เราจะเห็นภาพว่าการ์ตูนตินตินนี้ตามตึกต่างๆ รอบเมืองบรัสเซลส์ เค้าว่ากันเป็นการให้เกียรติแก่นักเขียนชื่อดังแล้ว ยังเป็นกุศโลบายส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว เค้าว่ากันว่ามีแฟนคลับของผู้คลั้งไคล้การ์ตูนชุดนี้บินมาเยี่ยมชมจำนวนมากมายทุกปี คิดดูว่าจะสร้างรายได้มหาศาลแค่ไหนเนี่ย  ว่าแล้วลองแวะเค้าร้านขายหนังสือการ์ตูนจะหาดูหนังสือของตินตินซะหน่อย


เราเดินไกลออกมาจากโซนนักท่องเที่ยวหน่อย มาแวะโซนแถวที่ทำงานเพื่อน นางแวะพาไปดูออฟฟิศนางค่ะ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันอยู่โซนไหนของเมืองบรัสเซลส์เอาเป็นว่า วันนี้เป็นทริปขำๆเดือนเรื่อยเปือยแบบไม่มีจุดหมายแล้วกัน


บรรยากาศตามถนนหนทาง

แถวนี้ปลูกต้นไม้เป็นทิวแถวเลย


เราเดินมาเรื่อยๆจนถึงย่านจัตุรัส Place de Royale  เดิมทีจัตุรัสย่านนี้เป็นตลาดเก่าติดกับพระราชวังเดิมชื่อ Coudenberg ที่ถูกไฟไหม้ไป ในราวคศ. ที่ 17 ก็มีการออกแบบสร้างอาคารใหม่ที่เห็นในปัจจุบัน

พระราชวัง Coudenberg


เราเดินมาอีกนิดก็จะถึง Mont des Arts เป็นสวนหย่อม มีต้นไม้ดอกไม้สวยๆที่นี่เค้าบอกจะเป็นจุดที่ดีจุดหนึ่งในการเห็นวิวสวยๆของกรุงบรัสเซลส์   จากประวัติตรงบริเวณนี้เมื่อก่อนเป็นจุดที่ชาวเมืองอาศัยอย่างหนาแน่น ในสมัยคศ. 19 กษัตริย์ในสมัยนั้นมีแนวความคิดที่จะปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อจะสร้างภูมิทัศน์ที่งดงามระหว่างพระราชวังกับจัตุรัสกรองด์  ปราซ ก็เลยสั่งให้มีการรื้อถอนอาคาร แล้วมีการออกแบบสร้างสวน และน้ำพุขึ้นมาแทน

Mont des Arts


อนุเสาวรีย์
ตอนนี้เกือบบ่ายสองแล้ว เราก็กลับไปเดินเล่นแถวๆย่านน้ำพุเจ้าหนูแมนนาเกน พิสอีกครั้งเพื่อเดินดูของที่ระลึก ของฝากก่อนกลับบ้านกัน 




ของที่ระลึกรูปปั้นแมนนาเกน พิส

นอกจากร้านช็อกโกแลตต่างๆ ที่มีให้นักท่องเที่ยวเลือกซื้อมากมายแล้ว พวกรูปปั้นเจ้าหนูแมนนาเกน พิส พวงกุญแจ ที่ติดตู้เย็น ชะนีแคระก็เห็นพวกผ้าถักลูกไม้ต่างๆเป็นม่านหน้าต่าง ผ้าเช็ดหน้า ชุดเสื้อผ้าเด็กเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมให้เลือกซื้อกันด้วย มีหลายร้านมากเลยค่ะ แถมแต่ละร้านก็ตกแต่งสวยงามทีเดียว

ร้านขายผ้าถักลูกไม้



ปิดท้ายก่อนกลับแวะซื้อขนมวาฟเฟิลซึ่งร้านขายวาฟเฟิลมีอยุ่หลายร้านมากตลอดทุกถนน ชะนีแคระเลือกเข้าไปสั่งร้านหนึ่งเห็นน่ากินดี เจ้าของร้านเห็นหน้าตาเอเชียหัวดำอย่างนี้ก็เลยถามว่าคุณมาจากไหนเนี่ย คนไทยหรือเปล่า  เราก็บอกไปว่าเป็นคนไทย พอเค้ารู้ว่าเป็นคนไทยก็ตะโกนไปเรียกลูกจ้างหลังร้านบอกว่ามีลูกค้าคนไทยมา แม่ครัวของร้านเป็นพี่คนไทย แกแต่งงานแล้วก็มาอาศัยที่กรุงบรัสเซลส์ได้ 4-5 ปีแล้วมาเป็นลูกจ้างที่ร้านนี้ หลังจากคุยสักพัก  แกก็ทำวาฟเฟิลให้พร้อมแถมให้เยอะมากจริงๆ   ถ้าท่านผู้อ่านสนใจก็ลองแวะมาชิมขนมวาฟเฟิลกันได้นะคะ



ร้านขายขนมวาฟเฟิล

พี่คนขายคนไทย



หลังจากกลับไปเอาของที่อาพาทเม้นท์เพื่อน แล้วก็เดินทางไปที่สถานนีรถไฟเพื่อเดินทางกลับปารีส วันหยุดสั้นๆนี้เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน เราต้องเดินทางกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง สำหรับท่านผู้อ่านที่สนใจอยากเดินทางมาเที่ยวที่บรัสเซลส์นั้นก็ไม่ยากเลยคะ เดี่ยวนี้เดินทางสะดวกและก็เป็นอีกเมืองที่น่าสนใจในยุโรป  คุณผู้อ่านที่อยู่ในยุโรปสามารถใช้เวลาช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็มาแวะเที่ยวได้  ส่วนท่านผู้อ่านที่อยุ่ในเมืองไทยนั้นบรัสเซลส์ และเบลเยี่ยมก็เป็นอีกหนึ่งสีสันอีกทางเลือกหนึ่งของการมาท่องเที่ยวในยุโรป     หวังว่ารีวิวของชะนีแคระจะเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแหล่งข้อมูลให้กับทุกท่านนะคะ  ก่อนจากกันในวันนี้ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม  สำหรับตอนหน้านั้นชะนีแคระจะทำตัวไฮโซพาแฟนๆไปบุกถิ่นผู้ดีอังกฤษกันค่ะ กับตอนที่ชื่อว่า ชะนีแคระ in UK พาเที่ยวมหานครลอนดอนกันค่ะ

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พาเที่ยวรัฐบอลติก ตอนที่ 4 เที่ยวกรุงทาลลินน์( Tallinn) ดินแดนเทพนิยายแห่งเอสโทเนีย (Estonia)

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน และแล้วก็มาถึงตอนสุดท้ายในชื่อชุด ตอนพาเที่ยวรัฐบอลติกกันนะค่ะ วันนี้ชะนีแคระจะพาทุกท่านไปเที่ยวประเทศน้องนุชสุดท้องในรัฐบอลติกกันค่ะ สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนก่อนหน้านี้ก็เข้าไปตามอ่านกันนะค่ะ
พาเที่ยวรัฐบอลติก ตอนที่ 1 เที่ยวกรุงวิลนีอุส (Vilnius) ประเทศลิทัวเนีย(Lituania)
http://aiyaaroundtheworld.blogspot.fr/2014/11/1-vilnius-lithuania.html
พาเที่ยวรัฐบอลติก ตอนที่ 2 เที่ยวกรุงทราไก (Trakai) เมืองแห่งร้อยทะเลสาป
http://aiyaaroundtheworld.blogspot.fr/2015/01/2-trakai.html
พาเที่ยวรัฐบอลติก ตอนที่ 3 เที่ยวกรุงริก้า (Riga) ประเทศลัตเวีย (Latvia)
http://aiyaaroundtheworld.blogspot.fr/2015/02/3-riga-latvia.html

วันนี้ชะนีแคระจะพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวกรุงทาลลินน์ เมืองหลวงของประเทศเอสโทเนียกัน  ถ้าพูดถึงประเทศเอสโทเนียนั้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตมาก่อน ภายหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวีย  เอสโทเนียก็ได้รับเอกราชและได้เป็นประเทศน้องใหม่พร้อมๆกับประเทศลิทัวเนีย ลัตเวีย  ซึ่งปัจจุบันนี้เอสโทเนียเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป( EU) ตอนนี้ชาวเอสโทเนียใช้สกุลเงินยูโร หากเพื่อนๆหรือท่านผู้อ่านสนใจอยากจะเดินทางมาท่องเที่ยวกันก็อย่าลืมขอวีซ่าเชงเก้นให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางค่ะ




 กรุงทาลลินน์ (Tallinn)  เป็นเมืองหลวงและเมืองท่าหลักของประเทศเอสโทเนียตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลบอลติกทางด้านเหนือของประเทศ  อยู่ไม่ห่างจากกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์เพียงแค่ 80 กิโลเมตรเอง ดังนั้นมักจะมีนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาเที่ยวกรุงเฮลซิงกิแล้วก็มักจะข้ามมาเยี่ยมเยียนกรุงทาลลินน์กัน  โดยเส้นทางที่นิยมมากก็จะนั่งข้ามเรือเฟอรี่มาเที่ยวที่กรุงทาลลินน์ ดังนั้นที่กรุงทาลลินน์นั้นจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย ที่สำคัญกรุงทาลลินน์ได้รับการจัดลำดับจากองค์กรยูเนสโก (Unesco)ให้เป็นเมืองมรดกโลกอีกด้วยเพราะด้วยความงามของบ้านเมืองเก่าแก่ และมี  สถาปัตยกรรมที่สวยงามราวกับเทพนิยายไม่ปานที่นี่จึงเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยวกันมากมาย สำหรับโปรแกรมการเที่ยวครั้งนี้เราจะอยู่กันที่กรุงทาลลินน์เป็นเวลา 2 วัน 1 คืน หากท่านผู้อ่านพร้อมแล้วเตรียมเดินทางไปพร้อมชะนีแคระกันได้เลย


เช้าวันที่ 1 
ชะนีแคระเดินทางจากท่ารถบัสกรุงริก้า ประเทศลัตเวีย เดินทางโดยรถโค๊ชอย่างดี เริ่มออกเดินทาง 8 โมงเช้า ใช้เวลาเดินทางเกือบ 4 ชม. ก็ถึงกรุงทาลลินน์แล้ว การเดินทางในเส้นทางนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมใช้บริการรถบัส รถโค๊ชนั่งข้ามประเทศกัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่แพง แถมสะดวกสบายไม่แพ้น้องๆสายการบิน low cost  สำหรับการเดินทางครั้งนี้ชะนีแคระใช้บริการของบริษัทนี้นะค่ะ Ecoline  https://www.ecolines.net/en/  หากเพื่อนๆสนใจก็ลองคลิกเข้าไปดูในเวปไซค์กันได้เลยค่ะ

ราวๆ เที่ยงกว่าๆเราเดินทางมาถึงศูนย์รถบัสเมืองทาลลินน์แล้วซึ่งจะอยู่ชานเมืองมาหน่อย เราก็เข้าไปติดต่อสอบถามศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวเกี่ยวกับการเดินทางเข้าเมืองและขอแผนที่ท่องเที่ยว สิ่งแรกที่จะต้องทำคือเดินทางไปโรงแรมเพื่อทำการเช็คอินท์เก็บกระเป๋ากันก่อน เราก็นั่งรถเมล์เข้าตัวเมือง ซึ่งการซื้อตั๋วนั่งรถเมล์เราสามารถซื้อได้กับคนขับรถเมล์โดยตรงได้เลย ก็ตกตั๋วคนละ 1.7 ยูโร เตรียมเศษเหรียญไปให้พร้อมเพราะพี่คนขับเค้าไม่มีเงินทอนให้นะค่ะ


แผนที่สถานที่ท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่าของเมืองทาลลินน์
หลังจากเก็บกระเป๋าเรียบร้อย พวกเราก็พร้อมลุยออกสำรวจเมืองทาลลินน์กันเลยค่ะ จากแผนที่ท่องเที่ยวของเมืองทาลลินน์จะแบ่งเป็นสองส่วน คือในเขตเมืองเก่า (Old Town)  และก็เขตเมืองใหม่ แต่วันนี้ที่เรามาถึงเป็นวันอาทิตย์  นักท่องเที่ยวเยอะมากเราจึงตัดสินใจว่าวันนี้จะออกเดินทางออกนอกเมืองไปหน่อย แล้วพรู่งนี้มีเวลาทั้งวันที่จะเก็บสถานที่ท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่ากัน   ว่าแล้วเราเดินทางเริ่มต้นที่ถนน Narva Mnt เพื่อจะไปหารถเมล์สาย  34A ,1A ,8หรือนั่งรถ Trุam 1, 3ไปเที่ยวพระราชวัง Kadriorg Palace และสวนสวยๆกัน  ค่ารถเมล์กับค่าตั๋วรถรางก็ราคาเดียวกันตกคนละ 1.7 ยูโร

  พระราชวัง Kadriorg Palace และสวน



 พระราชวัง Kadriorg ถูกสร้างขึ้นตามพระประสงค์ของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชที่ 1 แห่งรัสเซียเพื่อสร้างเป็นที่ประทับของพระราชินีแคทเธอลีน พระราชวังถูกสร้างขึ้นเป็นสไตล์บาร็อกโดยสถาปนิคชาวอิตาลี  แต่ปัจจุบันนี้ได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานศิลปะทั้งภาพวาด งานปะติมากรรมต่างๆและผลงานทางศิลปะของประเทศ ซึ่งส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์นี้จะเปิดให้เข้าชม หากเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม.- กันยายน จะเปิดตั้งแต่เวลา 10.00 -18 .00น.ยกเว้นวันพุธ จะปิดช้าหน่อย 10.00-20.00 น จะปิดบริการทุกวันจันทร์ ส่วนเดือนตุลาคม - เมษายน จะปิดทุกวันจันทร์และอังคาร  เปิดให้เข้าชมเวลา 10.00-17.00 น. ธรรมเนียมค่าเข้าก็ตกคนละ 5.5 ยูโร  หากท่านผู้อ่านสนใจก็อย่าลืมแวะเข้าไปเยี่ยมชมกัน หรือลองเข้าไปศึกษารายละเอียด วันเวลาตามเว็บไซค์ที่แปะให้นะ  http://kadriorumuuseum.ekm.ee/en/




บริเวณสวนรอบๆพระราชวัง

ความร่มรื่นของสวนรอบๆพระราชวัง
วันนี้อากาศดีจริงๆท้องฟ้าใสมาก ออกจากพระราชวังเราก็เดินกันต่อไปอีกเราก็จะมาถึงชายหาดก็จะเห็นอนุเสาวรีย์ Russalka Memorial ซึ่งเป็นอนุเสาวรีย์ที่สร้างขึ้นในช่วงคศ. 19 เพื่อเป็นอนุสรน์ให้กับการจมของเรือรบรัสเซียที่ชื่อว่า Russalka ขณะทำภาระกิจเดินทางไปประเทศฟินแลนด์ในปี 1893

อนุเสาวรีย์ Russalka Memorial

 วันนี้อากาศดีชาวเอสโทเนียมาเดินเล่นบ้างก็ลงมาเล่นน้ำบริเวณชายหาดกัน ที่เห็นไกลลิบๆ นั้นคือเมือง Pirita  เมืองพักตากอากาศของชาวเอสโทเนีย


บริเวณชายหาด


                                                             ชาวทาลลินน์มานั่งเล่น บ้างก็อาบแดดกัน


หลังจากเดินเล่นได้สักพักเราก็นั่งรถเมล์กลับเข้าเขตเมืองเก่ากัน เวลาตอนนี้เกือบบ่ายสี่โมงแล้ว หิวและเหนื่อยขอแวะหาน้ำและหาอะไรรองท้องเล็กน้อยกันก่อน เราก็มาเริ่มกันที่ประตูเมืองเก่าViru Gate

ประตูเมืองเก่า Viru Gate
ตรงบริเวณประตูเมืองเก่า Viru Gate สองฝั่งจะมีร้านค้าขายของที่ระลึก ร้านขายดอกไม้ และมีร้านอาหาร ต่างๆมากมาย เราแวะพักหาของกินรองท้องง่ายๆกันหน่อยว่าแล้วเราเห็นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดสไตล์ แม็คโดนัล เราแวะเข้าไปหาเบอร์เกอร์ น้ำดื่ม และเข้าห้องน้ำกันก่อน


Hesbugger
หลังจากเติมพลังกันเรียบร้อย ชาวคณะพร้อมออกลุยกันต่อ เกือบจะห้าโมงเย็นฟ้ายังสว่างอยุ่เลย เราไปเที่ยวต่อ ที่ Kiek in de Kok& Bastion Tunnels อดีตเคยเป็นป้อมปราการหอคอยเก่า ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของป้อมปราการและหอคอยต่างๆ การทำสงคราม และการจัดแสดงชุดเกราะนักรบโบราณ การทรมานนักโทษ


หอคอย Kiek in de Kok& Bastion Tunnels


"
ปัจจุบันด้านในเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์

 แผนผังป้อมปราการและหอคอยรอบเมืองทาลลินน์ในสมัยอดีต

ชุดเกราะนักรบในอดีต
 จากด้านบนหอคอยนี้เค้าจัดให้เป็นค่าเฟ่ ซึ่งเราสามารถสั่งเครื่องดื่ม และพวกเบอเกอรี่ต่างๆทานได้  และที่สำคัญเราสามารถถ่ายรูปวิวมุมสูงของเมืองทาลลินน์จากบนยอดหอคอยได้ด้วย


วิวเมืองทาลลินน์ถ่ายจากยอดหอคอย



ภาพนี้เห็นยอดโบสถ์  ST. Alexander Nevsky Cathedral โบสถ์ที่มีชื่อเสียงและสัญลักษณ์ของกรุงทาลลินน์
สำหรับท่านผู้อ่านสนใจอยากเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ Kiek in de Kok museum  ก็สามารถเข้าไปดูเวลาเปิดปิดหรือประวัติอย่างละเอียดได้ในเว็บไซด์ที่แปะไว้ให้ http://linnamuuseum.ee/kok/en/info-2/      เวลาทำการเปิดตั้งแต่วันอังคารถึงอาทิตย์เวลา 10.30 -18.00 น. ปิดทุกวันจันทร์และวันหยุดราชการ ส่วนธรรมเนียมค่าเข้าก็ตกคนละ 5 ยูโรค่ะ


เราก็เดินเล่นกันต่อไปเรื่อยๆ เพราะการเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนนี้  ทุ่มกว่าท้องฟ้ายังสว่างอยู่เลย เรามีเวลาท่องเที่ยวได้นานมากขึ้น จริงๆแล้วตามแผนเรากะว่าจะเที่ยวในเขตเมืองเก่าวันพรุ่งนี้ แต่ในเมื่อท้องฟ้ายังไม่มืด ชะนีแคระแอนเดอะแก็งค์ก็เที่ยวต่อค่ะ  เราเดินเล่นกันไปเรื่อยๆโดยจุดมุ่งหมายสุดท้ายของเย็นนี้เราจะไปเดินเล่นแถว Raekoja plats หรือTown Hall Square กันเพื่อจะไปหาอาหารเย็นทานที่จัตุรัสกลางเมืองนี้   จัตุรัสนี้เป็นที่ตั้งที่ว่าการเมืองเก่าของกรุงทาลลินน์ และก็เป็นจัตุรัสศูนย์กลางที่สำคัญที่สุดของเมือง บริเวณจัตุรัสนี้จะเต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ ร้านขายของที่ระลึกมากมาย และคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ยิ่งดึกยิ่งคึกคักทีเดียว  ชะนีแคระไม่พลาดเก็บภาพบรรยากาศมาฝากเพื่อนๆกันนะค่ะ


บริเวณจัตุรัสเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว

Town Hall  ที่ว่าการอำเภอเก่า
เกือบสองทุ่มแล้วเรามาลองหาร้านอาหารเด็ดๆทานกันดีกว่า ชะนีแคระขอแนะนำร้านนี้ค่ะ  ชื่อว่า Olde Hansa เป็นร้านอาหารชื่อดังของกรุงทาลลินน์ ที่ดังก็เพราะว่าบรรยากาศและการตกแต่งร้าน  เมนูอาหาร และรวมถึงพนักงานเสิร์ฟอาหาร ทุกอย่างถูกจัดให้เป็นสไตล์ยุค Moyen age ยุคอัศวิน เจ้าหญิงประมาณนี้ให้เข้ากับบรรยากาศของเมือง นับว่าแปลกดีค่ะเราจะพลาดได้ไง มาถึงแล้วต้องลองค่ะ

สไตล์การตกแต่งร้าน



ได้อารมณ์ยุคอัศวินมาก 


เมนูของทางร้าน อ่านยากมาก

ตอนแรกจะสั่งโค็กมาดื่ม พนักงานเสิร์ฟบอกสมัยก่อนไม่มีเครื่องดื่มอัดลม ผิดคอนเซ็ปต์ของทางร้าน ชะนีแคระ เลยต้องสั่งเบียร์มาแทน

เริ่มอาหารจานแรกก่อน ชีสกับขนมปังหน้าตาดูโบราณมาก


อาหารจานหลักชะนีแคระลองสั่งปลาแซลมอน เสิร์ฟพร้อมกับลูกเดือย และผักดอง 

จานนี้ลองสั่งเมนูเป็นเนื้อวัว


บรรยากาศและการตกแต่งทางร้านดีมาก  พนักงานเสิร์ฟน่ารักพูดภาษาอังกฤษเก่งมาก แถมใจดีอีกต่างหาก ส่วนอาหารก็อร่อยใช้ได้ทีเดียวเพื่อนๆสนใจก็ลองแวะมาใช้บริการดูนะค่ะ(ชะนีแคระไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด)  สำหรับค่ำคืนนี้ก็กลับโรงแรมนอนพักผ่อนเอาแรงพร้อมตะลุยต่อในวันพรุ่งนี้

วันที่ 2

วันนี้ชาวคณะตื่นสายกว่าปกติค่ะ สงสัยจะเหนื่อยล้าสะสมมาหลายวันเพราะการเดินทางอย่างทรหดข้ามมาหลายประเทศ  และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายวันที่ 8 ของทริปเที่ยวรัฐเที่ยวบอลติกกันแล้ว กว่าจะได้ออกจากโรงแรมก็เกือบ 11 โมงกว่า แต่เรามีเวลาทั้งวัน กว่าจะไปขึ้นเครื่องกลับบ้านก็สามทุ่มครึ่ง วันนี้แผนเราค่อนข้างสบายๆเพราะเราเก็บในส่วนนอกเมืองไปแล้ว เวลาที่เหลือก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเที่ยวชมในเขตเมืองเก่า  เริ่มต้นจากการเก็บภาพความงามของเหล่าหอคอยกำแพงเมืองเก่าที่ล้อมรอบเขตเมืองกัน นี่หละเป็นอีกเสน่ห์ความงามอย่างหนึ่งของเมืองทาลลินน์ได้บรรยากาศยุคอัศวินโต๊ะกลมกันเลยทีเดียว



ยอดหอคอยเรียงรายล้อมรอบเขตเมือง


 เหล่าหอคอยป้อมปราการที่เรียงรายตัดกับดอกไม้ใบหญ้าดูสวยงามสุดๆ  เดิมในอดีตเค้าว่ามีป้อมหอคอยถึง 66  อันล้อมรอบเขตเมืองเก่า แต่ด้วยกาลเวลาป้อมเหล่านี้บางส่วนก็พังทลายไป ทีเหลืออยู่ชาวเมืองและรัฐบาลค่อนข้างอนุรักษ์และเก็บรักษาสภาพไว้ได้อย่างดีเลย น่าชื่นชมชาวเอสโทเนียที่ยังรักและห่วงแหนโบราณสถานและโบราณวัตถุเหล่านี้เก็บไว้ให้ลูกหลาน รวมถึงคนต่างชาติอย่างเราได้มีโอกาสได้มาชื่มชมกัน




กำแพงเมืองเก่า

สำหรับสถานที่ต่อไปที่เราจะไปเที่ยวชมกันก็คือ Toompea Castle &Tall Herman's Tower  เดิมปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในคศ. 9  บนเนินเขา Toompea โดยชาวพื้นเมืองเอสโทเนีย   ในสมัยก่อนเมืองทาลลินน์เดิมชื่อ Reval โดยเริ่มแรกปราสาทสร้างขึ้นจากไม้ แล้วในปี คศ. 1219 ก็ถูกชาวเดนมาร์กเข้ามาทำสงครามรุกรานและครอบครองปราสาทแห่งนี้  ตัวปราสาทก็ได้สร้างต่อเติมขึ้นมาเรื่อยๆตามแต่ละยุคสมัย   ปัจจุบันนี้ได้กลายมาเป็นที่ทำการรัฐสภาของประเทศเอสโทเนีย ส่วนหอคอย  Tall Herman's Tower ถูกสร้างต่อเติมขึ้นในปีคศ. 1360-1370  เดิมสร้างไว้เป็นหอสังเกตการณ์ข้าศึก ปัจจุบันเป็นหอคอยที่ไว้เชิญธงประจำชาติเอสโทนียขึ้นสู่ยอดเสาธง  



อาคารตึกสีชมพูปัจจุบันคือรัฐสภาของประเทศเอสโทเนีย


                       
                                                               Tall  Herman's Tower


ใกล้กับตึกรัฐสภาของเอสโทเนียนั้นก็มีสัญลักษณ์สำคัญของกรุงทาลลินน์ว่านั้นคือโบสถ์ St. Alexander Nevsky Cathedral เป็นโบสถ์คริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์  จำลองแบบมาจากโบสถ์ที่ประเทศรัสเซีย ถูกสร้างขึ้นในคศ. 1894-1900 ซึ่งในช่วงสมัยนั้นเอสโทเนียเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิต์รัสเซีย โบสถ์นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรน์แห่งชัยชนะของกษัตริย์ Alexander  Navsky ที่สามารถเอาชัยชนะในการทำสงคราม Battle of Ice




โบสถ์ St.Alexander Navsky Cathedral

เสียดายมีบางส่วนซ่อมปฏิสังขรณ์  และภายในโบสถ์ห้ามถ่ายรูปชะนีแคระเลยได้แต่ถ่ายรูปจากด้านนอกเท่านั้น  แต่วันนี้นักท่องเที่ยวเยอะจริงๆ ตอนแรกคิดว่าวันจันทร์นักท่องเที่ยวจะน้อย แต่ที่ไหนได้คนมาจากไหนกันเยอะแยะโดยเฉพาะกรุ๊ปทัวร์เต็มไปหมด ตอนเข้าไปในโบสถ์ต้องเดินต่อคิวเข้าไปกัน  ก็ถือว่าได้อรรถรสไปอีกแบบ  ยังไงถ้ามากรุงทาลลินน์ห้ามพลาดเข้าชมโบสถ์ St. Alexander Navskyกันเดี่ยวเข้าว่ามาไม่ถึง



คลาคล่ำไปด้วยนักเท่องเที่ยวเต็มถนน



บรรยากาศคึกคักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว

เราเดินเที่ยวกันต่อไปที่เนินเขา Toompea ใกล้กับโบสถ์ St. Alexander Navsky เราก็จะแวะไปชมอีกโบสถ์สำคัญของเมืองทาลลินน์กัน Cathedral of Saint Mary the Virgin เป็นโบสถ์ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก  โบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงทาลลินน์ สร้างขึ้นในคศ. 13 มีเรียกอีกชื่อว่า Dome Churh



ด้านนอกของโบสถ์



ภายในโบสถ์คนเยอะเลย



 เราก็เดินเล่นเก็บภาพถ่ายจากยอดเขา Toompea Hill กันนะ ได้รูปวิวสวยๆหลายรูปมาฝากท่านผู้อ่านกันด้วยนะค่ะ



ภาพวิวเมืองทาลลินน์มุมสูง






มุมนี้เห็นป้อมปราการไกลลิบๆ 


เดินไปเดินมาดูนาฬิกาอีกทีปาเข้าไปเกือบบ่ายโมงกว่า เริ่มหิวข้าวกันแล้วค่ะเอาเป็นว่าเราจะเดินลงไปหาอะไรกันทานที่จัตุรัสกลางเมือง Town Hall Square กันอีกครั้ง แต่ระหว่างทางเจอขนมนี้ ซื้อกินรองท้องกันก่อนดีกว่า  มันก็คือถั่วอัลมอนด์เคลือบน้ำตาล คล้ายถั่วกรอบแก้วบ้านเรานี่หละ แต่ที่แปลกก็คือรถเข็น ตลอดจนคนขายแต่งตัวให้เข้ากับยุคสมัยโบราณเพื่อเป็นจุดขายดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อกัน ก็ดูน่ารักมีสีสันไปอีกแบบ เราจะหาเจอรถเข็นแบบนี้ได้แทบทุกถนนย่านจุดท่องเที่ยวสำคัญๆ ยังไงก็อย่าลืมลองซื้อมาชิมกันนะค่ะ ชะนีแคระไม่พลาดซื้อกินทุกวันเลย ตกวันละสองสามรอบ ก็มันอร่อยดีค่ะ  มันมีหลายขนาดนะ ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ราคาก็ต่างกันไป ขนาดเล็กก็ 3 ยูโร (ไซค์อื่นจำราคาไม่ได้ เพราะซื้อทีไรก็ซื้อแต่ขนาดเล็กทุกครั้งค่ะ)



 รถเข็นขายถั่วเคลือบน้ำตาล







อันนี้ขนาดไซร์เล็ก 3 ยูโร

เราแวะมาหาอะไรกินที่ Town Hall Square กันอีกครั้งจากเมื่อวานเราแวะมาตอนเย็นแล้ว เดี่ยววันนี้เราจะลองมาเก็บบรรยากาศช่วงกลางวันมาให้ดูกัน ดูสิว่านักท่องเที่ยวจะคึกคักขนาดไหน 



กลางวันอย่างนี้นักท่องเที่ยวเยอะเลยค่ะ



Raekoja Plats ภาษาของชาวเอสโทเนีย หรือเรียกภาษาอังกฤษ Town Hall square


ตึก Town Hall ถ่ายรูปใกล้ๆมีหัวมังกรใส่มงกุฏด้วยเค้าเชื่อว่ามังกรจะปกป้องคุ้มครองเมือง


กังหันลมรูปทหารแก่ Toomas บนยอดเสาที่ว่าการอำเภอเก่า

มีเรื่องเล่าว่า Toomas เป็นทหารรักษาการณ์ที่ว่าการอำเภอ ลุง Toomas จะชอบแจกขนมให้กับเด็กๆในละแวกนั้นทุกๆวัน หลังจากที่ลุงเสียชีวิตไป เด็กๆก็คอยแต่เฝ้าถามถึงว่าลุงไปไหน ดังนั้นชาวบ้านจึงออกกุศุโลบาย นำกังหันรุปทหารคล้ายลุง Toomasไปติดบนยอดที่ว่าการอำเภอ และบอกเด็กๆว่าลุง  Toomasกำลังเฝ้ามองดูเด็กๆอยู่หากใครเป็นเด็กดี ก็จะนำลูกอมมาแจก นั้นจึงเป็นที่มาของกังหันลม Toomas นั่นเอง

อาหารกลางวันนี้เราจะพาเพื่อนไปลองหาอาหารอร่อยๆ ไปลองชิมอาหารพื้นเมืองของชาวทาลลินน์กันบ้าง ร้านที่จะแนะนำชื่อร้าน Vana Toomas restaurant  ร้านจะอยู่ตรงจัตุรัส Town hall square ตรงข้ามกับกับตัวที่ว่าการอำเภอเก่าเลย รสชาติใช้ได้เลยราคาไม่แพงมากค่ะ



อาหารจานนี้ลองหมูอบซอสครีม  เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งกับผักกาดดอง จานนี้ราคา 18.95 ยูโร



ไส้กรอกกับมันบด จานนี้ราคา 14.95 ยูโร


เรานั่งพักทอดอารมณ์ จิบเบียร์เย็นๆมองดูผู้คน  ชื่นชมบรรยากาศยามบ่ายของย่านจัตุรัสเมืองเก่า ก็ดูสุขใจไปอีกแบบ วันสุดท้ายของทริปรู้สึกยังไม่อยากจะกลับบ้านเลย อยากจะเที่ยวต่ออีกอย่างว่าเวลาคนเรามีความสุขเวลามักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว   เหลือเวลาอีก4 ชม.ก่อนที่จะต้องกลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมเตรียมตัวไปสนามบิน   จริงๆแล้วเขตเมืองเก่า (Old town) ในเมืองทาลลินน์ไม่ใหญ่มากใช้เวลาครึ่งวันกว่าก็เก็บได้เกือบหมด เอาเป็นว่าเวลาที่เหลือนี้เราก็จะเดินเล่น เก็บภาพผู้คนตามถนนหนทาง ซื้อของฝากก็แล้วกัน เดี่ยวเราจะไปเดินเล่นที่ถนน PIKK ถนนเส้นนี้เป็นถนนสายหลักของเมืองมีร้านค้าและร้านอาหารมากมาย


ร้านอาหารเต็มสองฝั่งถนน

ย่านถนน Pikk


เราเดินไปตามถนนเรื่อยๆ ตามถนนตรอกซอกซอยต่างๆ  ซอยทีนี่เล็กและแคบพอคนเดิน และรถมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานผ่านเท่านั้น



ตรอกซอยข้างๆรั้วกำแพงเมืองเก่า


เดินไปเดินมาเจอรูปวางไว้บนกำแพงเมืองไปหมด ไม่แน่ใจขายรูปหรือเปล่า



ST. Catherine 's passage

St. Catherine's passage เป็นทางเดินสายเล็กๆ ที่น่ารักของเมืองเก่าทาลลินน์  จุดเด่นก็คือตรงที่เป็นหลังคาเล็กๆด้านบนเชื่อมจากตัวโบสถ์ Catherine ยื่นไปถึงบ้านคน  ในตรอกเล็กๆแห่งนี้เวลาอากาศดีๆ ก็จะมีร้านค่าเฟ่มาตั้งโต๊ะเก้าอี้นอกร้านรับลูกค้า บางก็มีของหัตถกรรมพื้นบ้านมาวางขาย ถ้าใครสนใจก็อย่าลืมแวะมาเดินเล่นแถวนี้กันนะค่ะ


Viru  gate

เราก็เดินกันไปเรื่อยๆทะลุตามตรอกซอกซอยวนๆ หลงๆกันไปบ้างในที่สุดก็เดินมาถึงประตู Viru gate อีกแล้ว แต่บรรยากาศยามเย็นก็ดูคึกคักมาก คนเยอะจริงๆ

และแล้วเราก็เดินมาเรื่อยๆจนถึง Freedom square จัตุรัสแห่งนี้เป็นที่ตั้งของอนุเสาวรีย์แห่งอิสระภาพ  อนุเสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงชาวเอสโทเนียได้รุกขึ้นมาทำการต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากสหภาพโซเวียต และภายหลังที่สภาพโซเวียตล่มสลาย ประเทศเอสโทเนียก็ได้รับเอกราช รัฐบาลและชาวเมืองต่างร่วมกันสร้างอนุเสาวรีย์ขึ้นเป็นอนุสรณ์ถึงความเสียสละของเหล่าทหารและวีระชนผู้กล้าที่ร่วมต่อสู้ในครั้งนี้



Freedom square จัตุรัสเอกราช

และแล้วก็ได้เวลาต้องกลับบ้านแล้วตลอด 2 วันที่ได้อยู่ที่กรุงทาลลินน์ ชะนีแคระมีความประทับใจอะไรหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็นบ้านเมืองที่น่ารักมีเสน่ห์ คล้ายๆตัวเองหลงมาอยู่ในเมืองโบราณยุคอัศวินขี้ม้า มีเจ้าหญิงเมืองแห่งเทพนิยาย  ทั้งผู้คนก็ล้วนแต่เป็นมิตรและก็พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก อาจจะเพราะเมืองทาลลินน์เป็นเมืองที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ขอบอกว่าทัวร์เกาหลี กับญี่ปุ่นมาเยอะมากจริงๆ ยิ่งหน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของภูมิภาคนี้ด้วย เดินไปไหนก็เจอแต่นักท่องเที่ยว บางทีก็รู้สึกว่ามันเหมือนธุรกิจไปนิดหนึ่ง แต่รวมๆแล้วถือว่าประทับใจสุดๆเลยค่ะที่กรุงทาลลินน์  



ถ้าถามใจชะนีแคระว่าใน 3 ประเทศรัฐบอลติกประทับใจและชอบประเทศไหนมากกว่ากัน ขอบอกว่าเลือกไม่ถูกจริงๆค่ะ เพราะชอบและประทับใจทั้ง 3 ประเทศ ในความคิดชะนีแคระชอบความน่ารัก บ้านเมืองสวยๆพวกปราสาทหอคอย คงต้องยกให้เมืองทาลลินน์ แต่ถ้าชอบความมีสีสัน ปาร์ตี้สไตล์มหานครใหญ่ต้องยกให้กรุงริก้า แต่ถ้าใครชอบความสงบวิธีชีวิตผู้คนเรียบง่ายคงต้องไม่พลาดกับกรุงวิลนีอุส สรุปแล้วชอบหมดเลยค่ะ รักพี่เสียดายน้องจริงๆ  การมาเที่ยวที่รัฐบอลติกครั้งนี้ชะนีแคระได้เห็นบ้านเมือง ผู้คนที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ล้วนแล้วแต่น่าสนใจ   การนำมาเล่าสู่กันฟังแบบนี้หวังว่าจะเป็นไอเดียในการท่องเที่ยวให้กับทุกท่านนะค่ะ  หากท่านผู้อ่านได้มีโอกาสมาเที่ยวยุโรป ชะนีแคระขอแนะนำให้ลองมาเที่ยวในแถบประเทศรัฐบอลติกนะค่ะ เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงเลยค่ะ แถมเที่ยวง่ายๆได้ด้วยตัวเองไม่ต้องง้อทัวร์ รับรองว่าไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด สุดท้ายนี้ก่อนจากกันไปขอขอบคุณสำหรับการติดตามกันนะค่ะ สำหรับตอนต่อไปนั้นชะนีแคระจะพาทุกท่านไปเที่ยวกรุงบรัสเซลส์ (Brussels) เมืองหลวงประเทศเบลเยี่ยมกันค่ะ